Category

cosmetic

Category

5 แป้งแต่งหน้าแบบไหนดี เลือกแป้งแต่งหน้าชนิด เหมาะกับใบหน้ามากที่สุด

5 แป้งแต่งหน้าแบบไหนดี เลือกแป้งแต่งหน้าชนิด เหมาะกับใบหน้ามากที่สุด

5 แป้งแต่งหน้าแบบไหนดี เลือกแป้งแต่งหน้าชนิด เหมาะกับใบหน้ามากที่สุด การเลือกแป้งแต่งหน้าก็สำคัญสำหรับผิวสาวๆ มากๆ เพราะถ้าเลือกแป้งที่เข้ากับใบหน้าได้ดี นั่นก็จะทำให้หน้าเราดูสวยขึ้น

แต่ถ้าเลือกแป้งที่ไม่เหมาะกับใบหน้า นอกจากจะดูไม่สวยแล้ว ยังทำให้เราดูไม่มีรสนิยมอีกด้วย มาดูกันดีกว่าว่า มีแป้งชนิดไหนบ้าง — แป้งแต่งหน้าแบบไหนดี

แป้งแต่งหน้า

  1. แป้งอัดแข็ง

แป้งอัดแข็งเป็นแป้งที่ใช้ทาหน้า ซึ่งได้บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่พกพาง่าย ใช้ได้สะดวก โดยข้อดีของแป้งชนิดนี้คือจะทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน และยังสามารถใช้แปรงแต่งหน้าได้อีกด้วย โดยแค่ปัดเพื่อลงไปบนแป้งแล้วป้ายไปที่ผิวหน้าให้ดูเรียบเนียน และทำให้กลมกลืนกับผิวธรรมชาติได้ดี

ตัวแป้งมีความเบาบาง ไม่หนักใบหน้า จึงเหมาะที่จะใช้ในช่วงกลางวันสำหรับ ดูดซับความมันของเครื่องสำอาง ที่ชอบทิ้งความมันลงไปบนผิว ตัวแป้งอัดแข็งจะเหมาะสำหรับสาวๆ ผิวธรรมดาเท่านั้น ส่วนสาวๆ ที่มีผิวมัน ถ้าใช้แล้ว แป้งจะจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้เกิดการอุดตัน และสาวผิวแห้ง จะถูกแป้งดูดซับความชื้นบนใบหน้าไปหมด ก็ยิ่งทำให้หน้าดูแห้งลงไปอีก

  1. แป้งผสมรองพื้น Liquid Foundation

แป้งรองพื้นเป็นแป้งที่มีเนื้อเบา เกลี่ยได้ง่าย และยังช่วยปกปิดผิวที่มีปัญหาได้ดีมาก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรอยสิวบนใบหน้า หรือรอยจุดด่างดำก็สามารกลบได้ มีเนื้อแป้งที่ค่อนข้างลื่น ทาได้ง่าย เหมาะสำหรับสาวๆ ผิวธรรมดาและสาวผิวแห้ง เพราะแป้งชนิดนี้มีส่วนผสมของน้ำค่อนข้างมาก จึงจะช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้นได้ด้วย — รองพื้นยี่ห้อใช้ดี

  1. แป้งเนื้อแมท

แป้งเนื้อแมทเป็นแป้งที่มีเนื้อค่อนข้างด้าน ไม่เกิดความมันวาว จึงสามารถควบคุมความมันได้ดีมาก เราสามารถใช้ผสมกับบรอนเซอร์ได้ แต่ข้อเสียของแป้งชนิดนี้ที่เห็นได้ง่ายเลยก็คือ เกลี่ยยากมาก

ยิ่งช่วงนั้นเป็นอากาศเย็นๆ แต่ถ้าอยู่ในช่วงหน้าร้อนก็จะใช้งานได้ดี เพราะจะช่วยคุมความมันบนใบหน้า และช่วยป้องกันคราบเหงื่อ แป้งเนื้อแมทจึงเหมาะกับสาวผิวมัน

  1. แป้งผสมครีมรองพื้น

แป้งผสมครีมรองพื้นเป็นแป้งที่มีเนื้อหนา เนื้อลื่น จึงสามารถปกป้องผิวหนังได้เรียบเนียนสนิท เหมาะสำหรับสาวผิวธรรมดา เพราะเนื้อแป้งสามารถเนียนติดไปกับผิวได้ดีมาก และไม่เหมาะกับสาวผิวมันเพราะจะทำให้เกิดการอุดตัน และทำให้เกิดสิวได้ — ครีมสำหรับคนหน้ามัน

  1. แป้งฝุ่น

แป้งฝุ่นเป็นแป้งที่มีความบางเบา มีความละเอียด และมักใช้ในตอนสุดท้ายของการแต่งหน้า เพื่อที่จะทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน ไม่มันวาว เพราะจะช่วยดูดซับความมัน บนใบหน้าได้

อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสีสันบนใบหน้าให้เด่นชัดได้มากขึ้นอีกด้วย และยังช่วยให้เครื่องสำอางติดทนนาน เหมาะมากๆ สำหรับสาวที่มีผิวแพ้ง่าย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการอุดตันที่จะนำไปสู่การเกิดสิว และเกิดทำให้ผิวอักเสบ

10 ลิปสติกแบบไหนดี เลือกลิปสติกแบบไหนดีที่สุด มาดูกันดีกว่า

10 ลิปสติกแบบไหนดี เลือกลิปสติกแบบไหนดีที่สุด มาดูกันดีกว่า

10 ลิปสติกแบบไหนดี เลือกลิปสติกแบบไหนดีที่สุด มาดูกันดีกว่า สาวๆ ที่รักสวยรักงาม คงจะซื้อลิปสติกกันประจำแน่ๆ ซึ่งในปัจจุบันก็มีวางขายอยู่เยอะมาก แต่ทีนี้จะเลือกให้เข้ากับความต้องการของเรายังไงล่ะ

วันนี้จึงมีบทความที่จะมาบอกประเภทของลิปสติกว่ามีอะไรบ้าง จะได้ช่วยให้สาวๆ ตัดสินใจได้ว่าเราจะเลือกแบบไหนดี มาดูกัน — ลิปสติกแบบไหนดี

เลือกลิปสติกแบบไหนดีที่สุด

  1. ลิปสติกเนื้อครีม

โดยลิปสติกประเภทนี้ จะมีลักษณะเป็นเนื้อครีมเนียนนุ่ม จะเต็มไปด้วยเม็ดสี เมื่อทาแล้วจะเห็นเป็นสีสันชัดเจน  และยังไม่ทำให้ปากแห้ง สีชัดติดทนนานแน่นอน เหมาะมากๆ

สำหรับสาว ๆ ที่มีริมฝีปากสวยอยู่แล้ว เพราะทาแล้วจะช่วยทำให้ปากดูอวบอิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่เหมาะกับสาว ๆ ที่มีรูปปากหนา เพราะก็จะไปทำให้ปากดูใหญ่ขึ้น

  1. ลิปสติกเนื้อแมตต์

ลิปสติกประเภทนี้ จะมีความเข้มข้นของเนื้อสีมากที่สุด ทำให้ได้สีที่เข้มที่สุด ตัวนี้เป็นลิปสติกเนื้อด้าน ที่ไม่มีความมันวาวเลย เมื่อทาแล้วจะแห้งไวและติดทนที่ปากได้นาน แต่เวลาทาก็อาจทำให้ริมฝีปากแห้งได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งสำหรับใครที่มีปัญหาปากแห้งทาอยู่แล้ว ตัวนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไร เพราะจะทำให้ลิปตกร่อง และเกิดคราบ ดังนั้นเวลาลิปชนิดนี้ควรทาลิปบาล์มไปก่อน เพื่อสร้างความชุ่มชื้น — รองพื้นยี่ห้อใช้ดี

  1. ลิปสติกเนื้อเชียร์และเนื้อซาติน

ชนิดนี้มีลักษณะคล้ายๆ แบบเนื้อครีม แต่ก็จะมีเม็ดสีที่มีความบางเบากว่ามาก และจะไม่เกิดความมันวาวมากจนเกินไป ถ้ามองขณะที่อยู่ในแท่งอาจดูเข้ม

แต่เมื่อแล้วจะได้แบบที่มีสีอ่อนกว่า จึงเหมาะสำหรับสาวๆ ที่ไม่ชอบทาลิปสติกสีจัดจ้าน และนั่นก็ทำให้ริมฝีปากดูเนียนสวย อย่างเป็นธรรมชาติได้ดี ทั้งนี้ก็สามารถทาทับได้หลายครั้งมาก โดยที่ไม่เป็นคราบเลย

  1. ฟรอสตี้ลิปสติก

นี่เป็นลิปสติกที่มีเนื้อสีที่เข้มข้น ให้ประกายสีมุก เพราะได้มีส่วนผสมของกริตเตอร์ ดังนั้นเมื่อทาแล้วจะทำให้ริมฝีปากดูเปล่งปลั่งสดใส และยังทำให้ปากมีประกาย

แต่ก็ยังไม่ทำให้ไม่มันวาวจนเกินไป ซึ่งก็เหมาะกับสาวๆ ที่มีริมฝีปากบางอยู่แล้ว นั่นก็จะทำให้ริมฝีปากดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

ลิปสติก

  1. ลิปสติกเนื้อมันวาว

ลิปสติกเนื้อมันวาวเป็นลิปสติกที่มีส่วนผสมของกลิตเตอร์ปนอยู่นิดหน่อย ซึ่งก็จะให้ความมันวาวแบบกลอสซี่ ทำให้เมื่อทาแล้วริมฝีปากจะดูอวบอิ่ม เนียนสวย ดูเรียบเนียน และชุ่มชื้นขึ้นมาก

  1. ลิควิดลิปสติก

ลิควิดลิปสติก หรือ ลิปจิ้มจุ่ม ก็เป็นลิปสติกที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ ซึ่งนี่ก็ลิปสติกที่มีลักษณะเป็นเนื้อที่เหลว มีเม็ดสีที่ชัดเจน เมื่อทาแล้วจะให้สีปากที่สวย เด้ง และยังติดทนนานได้ตลอดทั้งวัน โดยแบบนี้มีทั้งแบบที่เป็นเนื้อแวววาว และแบบเนื้อแมตต์

  1. ลิปกลอส

ลิปกลอสเป็นลิปสติกชนิดเนื้อเหลว มีความโปร่งแสง โดยบางอันอาจมีประกายมุก เมื่อทาแล้วจะให้สีที่ใส มีความแวววาว ซึ่งก็จะทำให้ริมฝีปากมีความชุ่มฉ่ำ ดูอวบอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติ

ซึ่งเราสามารถใช้ทาลงบนริมฝีปากได้แบบโดยตรง หรือจะนำไปทาทับลิปสติกสีอื่น เพื่อเพิ่มความแวววาวก็ได้เช่นกัน

ลิปสติกดีที่สุด

  1. ทินท์

ทินท์เป็นลิปสติกชนิดเนื้อเหลวคล้ายลิปกลอส แต่ตัวนี้จะให้ความหนืดน้อยกว่า โดยจะใช้สำหรับช่วยการเพิ่มสีสัน ให้กับริมฝีปาก หลายคนจึงมักนิยม ทาบนริมฝีปากแค่บางๆ และใช้ลิปกลอสควบคู่ไปด้วย นั่นก็จะทำให้ริมฝีปากดูสดใสอย่างเป็นธรรมชาติแน่นอน

  1. ลิปไลเนอร์

ลิปไลเนอร์ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า ดินสอเขียนขอบปาก โดยตัวนี้จะใช้สำหรับการเน้นขอบ และทำให้ปากเรียวขึ้น จึงมักจะใช้เป็นสีที่ใกล้เคียงกับสีลิปสติก โดยจะใช้วาดขอบนำไปก่อนจะลงลิปสติก ซึ่งก็จะช่วยให้ริมฝีปากสวย คมชัด เซ็กซี่มากขึ้น

  1. ลิปบาล์มหรือลิปมัน

ลิปสติกประเภทนี้จะไม่มีสี หรือมีสีก็มีน้อย เพราะส่วนใหญ่จะใช้ในการรักษาความชุ่มชื้นของผิวปากมากกว่า หรืออาจใช้ทานำไปก่อน แล้วค่อยลงลิปสติกสีที่ชอบลงไป เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวให้มากขึ้น

อายไลน์เนอร์แบบไหนดี อายไลน์เนอร์ 3 แบบ ที่สาว ๆ ควรรู้

อายไลน์เนอร์แบบไหนดี อายไลน์เนอร์ 3 แบบ ที่สาว ๆ ควรรู้

อายไลน์เนอร์แบบไหนดี อายไลน์เนอร์ 3 แบบ ที่สาว ๆ ควรรู้ มีหลายคนที่อยากใช้อายไลน์เนอร์ เพราะอยากดูโฉบเฉี่ยวแบบคนอื่นบ้าง แต่ก็เลือกใช้ไม่เป็น ไม่รู้จะเลือกอะไรยังไง

วันนี้จึงมีการทำความรู้อายไลน์เนอร์และดูวิธีเลือกใช้อายไลน์เนอร์ให้ถูกวิธี ซึ่งถ้าเราใช้อายไลน์เนอร์เป็นแล้วเนี่ย นั่นก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เรามีโอกาสแต่งหน้าให้สวยได้มาขึ้น จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน — อายไลน์เนอร์แบบไหนดี

อายไลน์เนอร์คืออะไร

อายไลน์เนอร์ (Eyeliner) คือเครื่องสำอางที่ใช้เขียนบริเวณรอบดวงตา มีไว้เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับดวงตา ซึ่งอายไลน์เนอร์มีประวัติการใช้งานคู่กับผู้หญิงมาตั้งแต่อดีต และในปัจจุบัน อายไลน์เนอร์ก็ยังเป็นเครื่องสำอางที่ผู้หญิงไม่สามารถละทิ้งออกไปได้ แต่ก็มีหลายคนที่อยากจะทิ้ง เพราะเมื่อใช้อายไลน์เนอร์แล้ว กลับดูหนา ไม่สวย เส้นไม่เรียบ ซึ่งปัญหานั้นก็เป็นปัญหาที่มีมานานแล้วเช่นกัน ก่อนอื่นไปดูประเภทของอายไลน์เนอร์กันก่อนว่ามีอะไรบ้าง

ประเภทของอายไลน์เนอร์

  1. อายไลน์เนอร์ชนิดเจล

อายไลน์เนอร์ชนิดเจล

เป็นอายไลน์เนอร์ที่มีลักษณะเป็นเนื้อเจล อ่อนนิ่ม สามารถใช้งานได้ง่าย โดยชนิดนี้เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสามารถติดทนได้นานกว่าแบบอื่น และยังเขียนให้ลายหนาได้ในเวลาอันรวดเร็ว เหมาะกับสาวๆ ที่ต้องการแต่งเสริมตาให้ดูคมเข้ม และตัวนี้ยังช่วยทำให้ดวงตาดูกลมโต คมเข้มอีกด้วย แต่ก็มีข้อเสียคือ ถ้าปล่อยให้เนื้อเจลแห้งไปแล้ว จะเกลี่ยได้ยากมาก

  1. อายไลน์เนอร์ชนิดแบบน้ำ

อายไลน์เนอร์

อายไลน์เนอร์ชนิดนี้ เรามักเจอที่อยู่ในขวดเล็กๆ ข้างจะมีลักษณะเป็นน้ำ และมีสีที่ทึบ โดยจะใช้ควบคู่กับพู่กัน หรือแปรงเป็นส่วนมาก ตัวนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะให้สีที่ชัดมากกว่าแบบดินสอ

แต่ก็ควบคุมการเขียนได้ยากมากกว่าแบบดินสอ แน่นอนว่าตัวนี้ไม่เหมาะสำหรับมือใหม่ และไม่เหมาะกับการออกงานที่เป็นแนวสบายๆ เพราะจะให้สีที่เข้มมาก ซึ่งยังมี อายไลน์เนอร์กันน้ำ ที่โดดเด่น น่าใช้งานอีกด้วย

  1. ดินสออายไลน์เนอร์

ดินสออายไลน์เนอร์

โดยส่วนมากที่เจอจะเป็นสีดำเข้มและสีดำด้าน โดยชนิดนี้จะเหมาะมาก กับใครที่กำลังจะฝึกกรีดอายไลน์เนอร์เป็นครั้งแรก เนื่องจากตัวนี้สามารถควบคุมการวาดเส้นได้ง่ายมาก อีกทั้งยังสามารถตกแต่งรอบตาได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงทำให้มือใหม่หลายคนนิยมประเภทนี้ แต่ข้อเสียคือสีที่ได้จะไม่เข้ม ดูไม่โฉบเฉี่ยว และต้องใช้เวลานานในการใช้งาน

ปัญหาโลกแตกที่มักพบเจอ เมื่อใช้อายไลน์เนอร์

  1. การกรีดอายไลน์เนอร์สามารถทำให้ขอบตากลายเป็นหมีแพนด้าได้ง่ายสุดๆ ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่สาวๆ ส่วนใหญ่พบเจอ เพราะเมื่อใช้แล้ว ขอบตาก็ดูดำมากจนเกินไป จนกระทั่งมีสภาพเดียวกันกับหมีแพนด้าไม่ต่างอะไรจากหมีแพนด้า วิธีแก้ไขคือ ให้ใช้คัตตอลบัตเช็ดส่วนที่เกินออกมาทิ้ง แล้วเขียนใหม่ ถ้าไม่ถูกใจก็เขียนๆ ลบๆ ไปเรื่อยๆ
  2. อายไลน์เนอร์ประเภทดินสอนี้มักจะมีหัวเขียนที่แข็งซึ่งอาจจะไปทำให้ขอบตาถลอกออกมา หรือทำให้เกิดแผลในขณะที่ทำการกรีดได้ วิธีแก้ไขคือ ให้ใช้ไดร์ฟเป่าผม เป่าลมร้อนๆ ใส่อายไลน์เนอร์ดินสอสักพักหนึ่งนั่นจะทำให้หัวของอายไลน์เนอร์ดินสอนิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ควรเป่านานซะจนเกินไป เพราะนั่นก็จะทำให้อายไลน์เนอร์จะละลายจนหมดแท่งแน่นอน
  3. ปัญหาไส้ในของอายไลน์เนอร์แบบดินสอ โดยแบบดินสอมักจะหักด้านในซึ่งก็คล้ายกับดินสอธรรมดาที่หล่นแล้ว ไส้ในอาจจะหักได้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ
  4. หัวอายไลน์เนอร์แบบดินสอ มักจะหลุดออกมาในขณะที่กำลังทำการเหลาดังนั้นเราจึงไม่ควรเหลาอายไลน์เนอร์แบบดินสอ โดยใช้กบเหลาดินสอธรรมดา เพราะนั่นจะไปทำให้หัวดินสอของอายไลน์เนอร์หักลงมาได้เราควรใช้กบเหลาที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในการเหลาอายไลน์เนอร์แบบดินสอ อย่างเดียวจะดีกว่า
  5. อายไลน์เนอร์แบบครีม มักจะแข็งตัวได้ง่ายและยิ่งแข็งตัวได้ง่ายมาก ในเวลาที่เราลืมเปิดฝาทิ้งไว้ นั่นจะทำให้ครีมในประปุกแข็งขึ้น และแน่นอนว่าทำให้เกลี่ยได้ยากขึ้นไปอีก ดังนั้นในส่วนนี้เราควรระวังให้ดี

10 อายไลน์เนอร์กันน้ำ ใช้ดี อายไลน์เนอร์ สำหรับสาวสุดฮอต 2017

10 อายไลน์เนอร์กันน้ำ ใช้ดี อายไลน์เนอร์ สำหรับสาวสุดฮอต 2017

10 อายไลน์เนอร์กันน้ำ ใช้ดี อายไลน์เนอร์ สำหรับสาวสุดฮอต 2017 ด้วยอากาศเมืองไทยที่เดี๋ยวฝน เดี๋ยวหนาว ซึ่งเราก็ไม่สามารถเดาสภาพอากาศได้เลยว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และแน่นอนว่าเป็นปัญหาสำหรับสาวๆ ที่ชื่นชอบอายไลน์เนอร์ แต่ก็อยากได้แบบกันน้ำด้วย

วันนี้เราจึงมี  10 อายไลน์เนอร์กันน้ำ สำหรับสาวสุดฮอต มาให้สาวฮอตๆ ได้อ่านกัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูเลย — อายไลน์เนอร์กันน้ำ

อายไลน์เนอร์กันเหงื่อ

1 . Etude House Oh M’Eye Line

นี่เป็นอายไลน์เนอร์กันน้ำที่ติดอยู่ในอันดับต้นๆ แน่นอน เพราะอายไลเนอร์กันน้ำแท่งนี้ สามารถติดทนได้นานมากๆ และยังกันน้ำได้ดี โดนฝนก็ไม่มีปัญหาคราบไหลลงมา และถึงแม้ตัวนี้จะเป็นอายไลเนอร์ที่กันน้ำได้ แต่ก็สามารถล้างออกได้ง่ายเช่นกัน

2 . K-Palette Real lasting eyeliner 24h WP

อายไลเนอร์กันน้ำ ที่เป็นที่ยอดฮิต จากแดนอาทิตย์อุทัย โดยตัวนี้สามารถทั้งกันเหงื่อ กันน้ำได้ทั้งวัน และช่วยให้หน้าหายมันได้ รับรองว่าเขียนแล้วเส้นคม ไม่หลุดไม่ลอก ปลื้มใจแน่นอน

3 . Lifeford Hi Precise Eye Pen

นี่เป็นอายไลเนอร์กันน้ำ ที่เป็นเนื้อชนิดฟิล์ม เป็นแบบหัวเมจิก โดยจะเหมาะสำหรับสาว ๆ ที่เป็นมือใหม่เพิ่งหัดเขียน โดยตัวนี้จะให้เส้นที่คม แห้งได้เร็ว แถมยังสามารถติดทนนานได้ทั้งวัน โดนน้ำก็ไม่มีหลุดลอกออกมา แถมยังยังล้างง่ายอีกด้วย

4 . Cosluxe Wanderlust Eyeliner

นี่เป็นอายไลเนอร์กันน้ำ ที่ช่างแต่งหน้าระดับเทพหลายคนนิยมใช้ เพราะนอกจากจะเขียนได้ง่ายแล้ว ยังมีเส้นที่คมสวย และสามารถกันน้ำได้ดีมากๆ อีกด้วย ท้าเลยว่าให้ฉีดน้ำ หรือเหงื่อเค็มเต็มใบหน้าแค่ไหน ตัวนี้ก็เอาอยู่แน่นอน ไม่ต้องกลัวว่าหน้าจะเป็นแพนด้า

5 . In2it Waterproof Eyeliner Pens

อายไลเนอร์คุณภาพดี ที่คุ้มเกินราคา โดยตัวนี้เป็นอีกตัวที่เป็นที่นิยมใช้กันมาก เพราะมีราคาไม่สูงมากนัก และที่สำคัญคือกันน้ำได้ดีสุดๆ เวลาล้างหน้า ตัวอายไลเนอร์จะลอกออกเป็นแผ่น ทำให้มั่นใจเรื่องหยดเยิ้มได้เลยว่าไม่มีแน่นอน

อายไลน์เนอร์

6 . Malissa Kiss Super Black Ultra HD

มากับอายไลเนอร์กันน้ำตัวนี้ ที่มีหัวเขียนเล็กมาก โดยสามารถเขียนลายได้ง่าย มีสีดำคมเข้ม เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่เป็นมือใหม่ และแน่นอนว่าตัวนี้ถึงแม้จะโดนน้ำนานซักแค่ไหน ก็ยังติดทนนานแน่นอน

7 . Mistine So Black Matte Liquid Eyeliner

นี่เป็นสุดยอดอายไลเนอร์ทนน้ำ โดยตัวนี้จะมาในรูปของของเหลวเนื้อแมตต์ ซึ่งไม่ว่าจะโดนฝน โดนน้ำกี่รอบก็เอาอยู่แน่นอน แถมยังมีที่ราคาไม่แพง และนี่ถือเป็นอีกตัวที่ควรมีติดบ้านในยามหน้าฝนไว้เลย แต่ด้วยความที่กันน้ำได้ดีก็จะไปทำให้ล้างออกยากนิดนึง

8 . Maybelline Hyper Sharp Liner

มากับอายไลเนอร์หัวพู่กัน ที่เป็นอายไลเนอร์กันน้ำที่เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ มากที่สุด เพราะมีหัวเขียนเล็กทำให้เขียนได้ง่าย เส้นดูคมสวย โดยตัวนี้จะเป็นอายไลเนอร์ชนิดฟิล์ม ทำให้กันน้ำได้ดี และล้างออกได้ง่ายด้วย

9 . Make Up Factory Automatic Eye Liner

นี่เป็นอายไลเนอร์แบรนด์ดัง สัญชาติเยอรมัน โดยตัวนี้เป็นอายไลเนอร์ที่มารูปของดินสอ เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ไม่ชอบเขียนอายไลเนอร์แบบน้ำ ก็สามารถใช้ตัวนี้แทนได้ เพราะมีเนื้อดินสอที่นิ่ม ทำให้เขียนได้ง่าย และยังกันน้ำได้ดีอีกด้วย และแน่นอนว่าล้างออกได้แบบสบายๆ

10 . Cute Press Color Fantasy Dolly Eye Liquid Eyeliner Matte

มากับอายไลเนอร์ชนิดน้ำที่เป็นแบบเนื้อแมตต์ ทำให้เขียนได้ง่าย แถมยังแห้งได้ง่าย มีสีที่ดำสนิท ซึ่งก็ทำให้ดวงตาดูสวยคม แม้จะโดนสักกี่น้ำก็ไม่หลุดลอกออกมาแน่นอน และยังไม่เลอะ ไม่เปื้อนขอบตา เหมาะกับหน้าฝนมากๆ — มาสคาร่ายี่ห้อใช้ดี

10 อายแชโดว์ยี่ห้อไหนดีที่สุด อายแชโดว์ราคาสบาย คุณภาพคับตลับใช้ดีสุด ๆ

10 อายแชโดว์ยี่ห้อไหนดีที่สุด อายแชโดว์ราคาสบาย คุณภาพคับตลับใช้ดีสุด ๆ

10 อายแชโดว์ยี่ห้อไหนดี ที่สุด อายแชโดว์ราคาสบาย คุณภาพคับตลับใช้ดีสุด ๆ การที่จะหาอายแชโดว์ที่ถูกใจสักอัน คงคล้ายๆ งมเข็มในมหาสมุทร หาเท่าไรก็ไม่เจอ ยิ่งอยากได้แบบราคาประหยัดด้วย ยิ่งหาไม่เจอไปใหญ่

วันนี้เราจึงมี 10 อายแชโดว์ราคาสบาย คุณภาพคับตลับ มาให้สาวๆ ได้ตัดสินใจเลือกใช้กัน จะได้ไม่ต้องมางมอะไรกันอีก มาดูกันเลย — อายแชโดว์ยี่ห้อไหนดี

อายแชโดว์ยี่ห้อไหนดีที่สุด

  1. Eyestudio Color Tattoo Eyeshadow

นี่เป็นอายแชโดว์สูตรครีมแบบเนื้อเจล จากเมอเบอร์ลีน นิวยอร์ก ซึ่งแน่นอนว่าทาออกมาแล้ว สีสันจะติดทนชัดตลอดวันแน่นอน และตัวนี้เราสามารถใช้แทนอายไพร์เมอร์ได้เลย เหมาะมากๆ สำหรับวันที่เร่งรีบ แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าเกลี่ยไม่ดี จะกลายเป็นคราบได้ง่าย เพราะตัวนี้แห้งไวมาก แห้งชนิดแบบใช้แล้วต้องรีบปิดฝาเลย ราคาอยู่ที่ 299 บาท

  1. Eyestudio Hyper Cosmos Eyeshadow

อายแชโดว์ตลับเล็กนี้ มีสีให้เลือกแค่ 2 สี แต่แน่นอนว่าคุณภาพไม่ได้เล็กเท่าขนาด เพราะอายแชโดว์ตัวนี้ของ Maybelline จะเหมาะสำหรับคนที่เริ่มหัดแต่งตา เพราะให้เนื้อสีที่ชัด ติดทนดี มีเนื้อเป็นสีออกสีมุก สามารถแต่งได้ทุกวันแน่นอน ราคาอยู่ที่ 299 บาท — แปรงแต่งหน้า

  1. Eyestudio Hyper Diamonds Eyeshadow

งานนี้ใครชอบการแต่งตาแบบวิบวับ เป็นประกายละก็ ต้องไม่พลาดตัวนี้ เพราะมีเนื้อชิมเมอร์ที่ชัดมาก ในหนึ่งตลับมีสีให้เลือก 5 สี และยังจับคู่โทนสีมาให้เรียบร้อยแล้วด้วย เหมาะกับการใช้ในงานกลางคืน เพราะจะทำให้ตาดูสวยมาก แต่ข้อเสียคือ มันจะร่วงลงมาเป็นผง ที่ใต้ตาได้ง่ายมาก มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ราคาอยู่ที่ 499 บาท

  1. L’oreal Paris Color Riche Les Ombre

อายแชโดว์

อายแชโดว์ของ L’oreal เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สาวๆ ชาวไทยนิยมกันตลอดมา และรุ่นล่าสุดอย่างตัวนี้ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งไอเทม ที่ควรค่าแก่การครอบครองเป็นอย่างมาก เพราะให้สีที่ชัด และยังติดทนตลอดวัน ตัวตลับมีความแน่นหนา แต่ระวังตอนทหน่อย เพราะอาจจะมีร่วงเป็นผงลงไปบ้างบ้าง ราคาอยู่ที่ 499 บาท

  1. Sleek I-Divine Eyeshadow Palette

แน่นอนว่าแบรนด์นี้สามารถครองใจสาวไทยได้ดีมาก โดยตัวนี้เป็นเครื่องสำอาง สัญชาติอังกฤษ สำหรับอายแชโดว์ที่ขึ้นชื่อมากๆ ก็จะเป็นในรูปแบบของพาเลท โดยในหนึ่งตลับจะมีสีให้เลือกถึง 12 สี และแต่ละพาเลทก็จะมีการจับคู่ตัวสี หรือเนื้อสีมาไว้แล้ว และบางพาเลทก็มาเป็นโทนสีน้ำตาล บ้างก็สีแนวหวานๆ และเวลาแต่งตา ตัวสีจะชัดติดทนนานมาก ราคาอยู่ที่ 550 บาท

  1. Single Eyeshadow

ประเทศเยอรมัน ก็เป็นประเทศที่มีอายแชโดว์เยอะมาก และตัวนี้ก็เป็นตลับเดี่ยว ที่มีสีเดียว และบรรจุได้ลงมาในตลับทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยตัวนี้มีคุณภาพที่ดีมาก สีติดทนนาน แต่อาจจะต้องใช้อายไพรเมอร์เข้ามาช่วยบ้าง แน่นอนว่ามีทั้งเนื้อแมทท์และเนื้อชิมเมอร์ และสีสันก็มีตั้งแต่สีแบบธรรมชาติ ไปจนถึงสีแนวจัดจ้าน ราคาอยู่ที่ตลับละ 155 บาท

  1. Eyeshadow Palett

อายแชโดว์ยี่ห้อใช้ดี

โดยตัวนี้จะเหมาะกับการแต่งหน้าในทุกรูปแบบ เพราะได้มีการคุมโทนสีมาเป็นอย่างดี อย่างกับคำนวณมาดีแล้วว่าลูกค้าต้องการอะไร ตัวสีดีและเนื้อติดทนนาน ราคาอยู่ที่ 270 บาท

  1. Essence 3D Eyeshadow

ใครกำลังอยากได้ อายแชโดว์ราคาถูก และคุณภาพดี Essence ตัวนี้ก็คือหนึ่งในคำตอบนั้น โดยสำหรับอายแชโดว์ตัวนี้มีสีที่สามารถติดทนได้นาน และมีให้เลือกถึง 5 สี โดยตัวนี้จะเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ชอบแต่งเปลือกตาให้ดูวิบวับ เป็นประกาย ราคาอยู่ที่ 140 บาท

  1. 4U2 Color Eyeshadow

นี่ก็เป็นอีกแบรนด์ที่มีอายแชโดว์คุณภาพโคตรดี สีเนื้อสีที่ติดทนได้ดี โดยอายแชโดว์รุ่นนี้ มีเม็ดสีที่ชัดมาก ปาดไปแล้วจะแสดงความคมชัดได้แบบชัดเจน ในตลับจะมีสีให้เลือกมี 4 สี ไล่ตั้งแต่สีอ่อนๆ สำหรับการทำไฮไลท์ ไปจนถึงสีเข้มสำหรับคัดเบ้า ราคาประมาณ 200-300 บาท

  1. Wet n Wild Color Icon Eye Shadow

อายแชโดว์ตัวนี้มีคุณภาพดีที่ เมื่อทาไปที่ตาแล้ว จะทำให้สีที่ออกมา สวย ชัดเจน และติดทนได้ดีพอประมาณ ซึ่งอาจจะใช้อายไพรเมอร์ช่วยนิดนึง ตัวแพ็คเกจดูไม่ค่อยทนทาน  ราคาอยู่ที่ 299 บาท

10 รองพื้นยี่ห้อใช้ดี รีวิวสุดยอด รองพื้น ที่ใครๆ ก็ต้องชอบ

10 รองพื้นยี่ห้อใช้ดี รีวิวสุดยอด รองพื้น ที่ใครๆ ก็ต้องชอบ

10 รองพื้นยี่ห้อใช้ดี รีวิวสุดยอด รองพื้น ที่ใครๆ ก็ต้องชอบ ใครบ้างที่ผิวหน้าดูไม่สวย ใครบ้างที่มีผิวหน้าเยินซะจนไม่อยากออกจากบ้าน และใครบ้างละที่ไม่อยากสวย แน่นอนว่าการใช้รองพื้นก็คือคำตอบ

และวันนี้เรามี 10 สุดยอดรองพื้น ที่ใครๆ ก็ชอบ มาฝากให้สาวๆ ได้เลือกกัน จะได้เป็นตัวเลือกให้หลายๆ คนได้ลองใช้กัน ถ้าใช้แล้วดีอย่าลืมมาบอกต่อกันล่ะ — รองพื้นยี่ห้อใช้ดี

รองพื้นยี่ห้อไหนดี

  1. Make Up For Ever Ultra HD Foundation

ตัวนี้ก็มากับชื่อที่มีคำว่า HD แน่นอนว่างานรองพื้นนี่คือระดับกล้อง HD ซูมขนาดหนักก็ยังกลบได้ดี และถึงจะปกปิดได้ดีขนาดนั้น นั่นก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้าคุณดูหนาโบ๊ะจนเกินไป เพราะทาแล้วยังไงก็ดูเป็นธรรมชาติ ทำให้เหมือนผิวมีสุขภาพดี ไม่เคยมีปัญหาผิวมาก่อน ราคาอยู่ที่ 1,800 บาท

  1. Estee Lauder Double Wear Stay-in-Place Makeup SPF10/PA+++

นี่เป็นรองพื้นในตำนานที่ใครๆ ก็ชอบ เพราะเป็นรองพื้นที่ดีงาม และยังได้ดีมาก แถมยังช่วยให้ใบหน้าเด้ง ตอบสนองได้ตลอดทั้งวัน แม้ไม่ลงไพรเมอร์ก่อน รองพื้นตัวนี้ก็จะช่วยพรางรูขุมขนและรอยสิวได้ดี ราคาอยู่ที่ 1,750 บาท

  1. KMA Nourishes Foundation

แค่ส่องเนื้อรองพื้นก็รู้แล้วว่า การปกปิดบนผิวหน้า ของรองพื้นตัวนี้จะดีขนาดไหน และไม่ต้องกลัวว่าเมื่อทาไปแล้ว ใบหน้าจะดูหนา ไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งถ้าเกลี่ยดีๆ และเมื่อทาหน้าแล้ว ก็จะทำให้ใบหน้าดูเนียนใสเด้ง ไม่ดูโบ๊ะหนาแน่นอน ราคาอยู่ที่ 590 บาท

  1. Revlon Colorstay Whipped Creme Makeup

มากับแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องรองพื้น ซึ่งถ้าใครที่กำลังต้องการตัวปกปิดผิวหน้าแบบสุดขั้ว แนะนำรองพื้นเนื้อมูส ที่เต็มไปด้วยความนุ่มเนียนในกระปุกตัวนี้เลย เพราะเมื่อทาแล้วใบหน้าจุดูผ่องเนียน ไร้ที่ติ และแม้ว่าจะมีปัญหาผิวใบหน้าที่หนักหนาสักขนาดไหน รองพื้นตัวนี้ก็จะช่วยปกปิดอำพรางผิวเนียนได้ในพริบตา ราคาอยู่ที่ 550 บาท

  1. Catrice Velvet Finish Foundation With Hyaluron

นี่เป็นรองพื้นเนื้อกำมะหยี่ ที่เมื่อทาลงบนผิวหน้าแล้ว จะทำให้ผิวสวยเด้งตอบสนองสุดๆ แถมยังจะช่วยปกปิดร่องรอยบนใบหน้าได้ดีอีกด้วย และใครที่มีรูขุมขนกว้าง รองพื้นตัวนี้ก็จะช่วยกลบให้รอยนั้นหายไปได้เลย ราคาอยู่ที่ 480 บาท

รองพื้น

  1. Maybelline Dream Matte Mousse

รองพื้นตัวนี้ มีชื่อเสียงมากๆ ที่เมืองนอก เพราะมีเนื้อรองพื้นแบบมูส และสามารถเกลี่ยได้ง่าย มีความเนียนนุ่ม มีสีที่เป็นธรรมชาติ และยังปกปิดผิวได้ดี เนียนสนิทมากๆ ราคาอยู่ที่ 449 บาท

  1. Covermark Waterproof Foundation UV JQ

รองพื้นตัวนี้สามารถรองรับผิวได้ทุกรูปแบบ เพราะจะมีปัญหาผิวหน้าแบบไหนก็สามารถรับได้ โดยรองพื้นเนื้อครีมตัวนี้สามารถปกปิดผิวหน้าได้เนียนสนิท แถมยังช่วยในเรื่องของการกันน้ำ และกันเหงื่อได้ด้วย ซึ่งใครที่มีปัญหาผิวแล้วต้องเร่งรีบไปออกงาน เลือกใช้กระปุกนี้ รับรองไม่ผิดหวัง ราคาอยู่ที่ 350 บาท

  1. MTI Sign Collection Matt Foundation

นี่เป็นรองพื้นเนื้อครีมแบบแมตต์ ที่เหมาะกับสาวหน้ามันมากๆ แถมยังมาในกระปุกกลม ขนาดกำลังพอดีมือ ทำให้พกพาได้ง่ายสุด ๆ และที่สำคัญยังช่วยในการปกปิดให้ผิวเรียบเนียนกริบ แต่ไม่ก็หนาจนเกินไป สำหรับใครกำลังจะไปออกงาน หรือวันที่ต้องไปถ่ายรูป ใช้ตัวนี้รับรองผิวหน้าสวยแน่นอน ราคาอยู่ที่ 300 บาท

  1. Wet n Wild Cover All Foundation

เจ้ารองพื้นที่อยู่ในรูปแบบของหลอดบีบตัวนี้ มีความสามารถในการรองพื้นได้ดีมากๆ และด้วยความที่รองพื้นตัวนี้ผสมไปด้วยซิลิโคน นั่นจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกปิดเข้าไปอีกมาก ส่วนเรื่องควบคุมความมัน ก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ราคาอยู่ที่ 249 บาท

  1. Cute Press Evory Perfect Skin Plus Vitamin E Super Cover Foundation SPF30

บอกได้เลยว่า รองพื้นที่เป็นเนื้อครีมตัวนี้ มีเฉดสีที่เข้าได้ดีกับผิวสาวไทยมาก แถมยังช่วยในการปกปิดใบหน้าได้เรียบเนียนสนิท เมื่อทาแล้วจะช่วยให้ใบหน้าชุ่มชื้น ไม่แห้งจนเกินไป ถ้าหากใครไม่อยากให้ใบหน้าดูหนามาก อาจจะแตะและใช้แค่เฉพาะก็ได้ ราคาอยู่ที่ 199 บาท

10 มาสคาร่า ยี่ห้อใช้ดี ที่ปัดแล้วขนตาดูสวยแพรวพราว มาสคาร่าถูกและดี ปี 2017

10 มาสคาร่า ยี่ห้อใช้ดี ที่ปัดแล้วขนตาดูสวยแพรวพราว มาสคาร่าถูกและดี ปี 2017

10 มาสคาร่ายี่ห้อใช้ดี ที่ปัดแล้วขนตาดูสวยแพรวพราว มาสคาร่าถูกและดี ปี 2017 เชื่อว่าการตามหามาสคาร่าที่ถูกใจเนี่ย มันหายากซะเหลือเกิน เพราะไม่ว่าจะไปหาซื้อที่ไหน ก็ยังไม่เจอมาสคาร่าที่ถูกใจซะที จนเกือบจะเลิกใช้ไปแล้ว

แต่เดี๋ยวก่อน เป็นผู้หญิงอย่าเพิ่งหยุดสวย เพราะวันนี้เรามี 10 มาสคาร่า ที่ปัดแล้วขนตาดูสวยแพรวพราวแน่นอน มาผากกัน ซึ่งรับรองได้เลยว่า ถ้าใครได้อ่านแล้ว จะเจอมาสคาร่าที่ถูกใจแน่นอน — มาสคาร่ายี่ห้อใช้ดี

มาสคาร่ายี่ห้อไหนดี

  1. Mistine Pro Long Bigeye

มาสคาร่าแบรนด์ไทย ตัวนี้มีคุณภาพที่ดีมาก แถมยังมีราคาที่ถูก เพราะเมื่อปัดขนตาแล้วจะทำให้ขนตามีความหนา และทำให้ยาว ได้โดยไม่ต้องพึ่งที่ดัดขนตาเลย แถมยังทำให้ดูเป็นธรรมชาติอีกด้วย

ตัวมาสคาร่าไม่เป็นก้อน สามารถเรียงเส้นบนขนตาได้ดีมาก เหมาะสำหรับการแต่งหน้าในวันที่สบาย ตัวมาสคาร่าสามารถเช็ดออกได้ง่าย ราคาอยู่ที่ 89 บาท — บลัชออนยี่ห้อไหนดี

  1. Rimmel London 24 HR Super Curler Mascara

มาสคาร่าตัวนี้เป็นมาสคาร่าสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นสูตร Super Curler ที่เหมาะกับสาวๆ ที่มีขนตายาวแต่ไม่งอน ทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยมีขนตา โดยตัวนี้จะทำให้ขนตางอนได้ดีมาก ซึ่งใครที่ใช้ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำให้ขนตางอนได้จริงและติดทนได้นานด้วย ราคาอยู่ที่ 170 บาท

  1. Maybelline The Falsies Volum’ Express Waterproof

นี่ถือเป็นตำนานมาสคาร่าสีม่วงเมย์เบลลีนเลยทีเดียว เพราะสามารถใช้ปัดขนตาได้ดี หัวแปรงตัวนี้เป็นรูปโค้งงอน ซึ่งรองรับกับขนตาได้เป็นอย่างดี แถมยังกันน้ำเข้าได้อีกด้วย ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าขนตาจะละลายออกมาแน่นอน ราคาอยู่ที่ 249 บาท

  1. Maybelline Volum’ Express Falsies Big Eyes Mascara ราคา399 บาท

มาสคาร่าถูกและดี

มากับ เมย์เบลลิน ที่สามารถครองใจสาวๆ ได้ เพราะตัวนี้สามารถใช้งานได้ดีมาก และนี่เป็นอีกตัวที่สามารถใช้งานได้รอบด้าน เพราะมาสคาร่าตัวนี้มีหัวแปรงอยู่ทั้งสองด้าน มีทั้งด้านปกติที่เอาไว้ใช้งาน และด้านจิ๋วซึ่งใช้สำหรับการปัดขนตาด้านล่าง ทำให้เหมาะกับสาวๆ ที่มีปัญหาปัดขนตาล่างแล้วเลอะ ราคาอยู่ที่ 399 บาท

  1. Clinique Chubby Lash Fattening Mascara

มากับแบรนด์นี้ที่มีหัวแปรงที่ใหญ่ (ใหญ่มาก ก.ไก่ ล้านตัว) แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เลอะง่าย เพราะสามารถทำให้ขนตาที่สั้นบางของเราดูหนาเข้มได้ในทันที ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เราดูดีมีเสน่ห์ขึ้นมา และนอกจากนั้นยังช่วยดัดขนตาให้งอนขึ้นได้อีกด้วย และระหว่างวันมาสคาร่าตัวนี้ก็ไม่เยิ้มหยดด้วย ราคาอยู่ที่ 700 บาท

  1. Urban Decay Perversion Mascara

มากับแบรนด์นี้ ที่ไม่ทำให้ใครผิดหวังแน่นอน เพราะมีเนื้อมาสคาร่าที่หนานุ่มมาก ซึ่งทำให้เวลาปัดมาสคาร่าแล้วตัวมาสคาร่าจะไปติดกับขนตาเราได้ดีมาก เมื่อปัดแล้วจะรู้สึกเบาดีที่หนังตา ไม่รู้สึกหนักจนเกินไป แถมยังเซ็ตตัวได้ไวอีกด้วย ราคา 900 บาท

  1. Benefit they’re Real Mascara

มาสคาร่า 2017

นี่คือมาสคาร่าที่เอาใจสาวๆ ขนตาสั้น เพราะหัวแปรงตัวนี้สามารถทำให้ขนตาที่สั้นยาวขึ้นได้ แถมหลังจากปัดแล้วมาสคาร่าที่ขนตายังไม่ติดเป็นก้อนอีกด้วย แต่ถึงแม้จะไม่ใช่สูตรกันน้ำ แต่ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ดีในระดับหนึ่งเลยล่ะ ราคาอยู่ที่ 920 บาท

  1. NARS Audacious Mascara ราคา 1,080 บาท

มาสคาร่าตัวนี้มากับตัวบรรจุภัณฑ์ที่ดูหรูหรามาก ซึ่งก็เป็นธรรมดาของ NARS อยู่แล้ว โดยหัวแปรงของมาสคาร่าตัวนี้จะพิเศษกว่าตัวอื่นๆ เพราะมีรูปร่างคล้ายห่วงตะขอ

ซึ่งทำให้ปัดแล้วเนื้อมาสคาร่าสามารถเข้าถึงขนตาได้ครบทุกเส้น โดยเนื้อมาสคาร่าของตัวนี้จะเหมาะกับสาวๆ ขนตาสั้น เพราะแค่ปัดเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ขนตายาวขึ้นได้ทันที ราคาอยู่ที่ 1080 บาท

  1. Lancome Grandiose Smudgeproof Mascara

มาสคาร่าตัวนี้เหมาะกับรูปตาทุกแบบเลย เมื่อปัดแล้วทำให้ขนตายาว ดำหนา และยังช่วยให้ตาดูคม ดูเซ็กซี่มากขึ้น โดยตัวนี้เป็นมาสคาร่าสูตรกันเหงื่อ แต่ก็สามารถล้างด้วยน้ำอุ่นได้ง่าย ราคาแพงหน่อยแต่ใช้งานได้ดีแบบนี้ ก็ต้องยอมเขาแหละ ราคาอยู่ที่ 1300 บาท

  1. Too Faced Better Than Sex

เป็นมาสคาร่าที่มีชื่อจัดจ้านมาก ซึ่งมาสคาร่าตัวนี้ก็มีความสามารถที่ทำให้ดูเซ็กซ์ขึ้นมาแน่นอน เพราะให้ขนตาที่สามารถเรียงเส้นได้ดี และยังสามารถเพิ่มความดำให้ขนตาได้อีกด้วย แต่ก็ไม่ติดเป็นก้อนหนา ไม่หลุด ไม่ละลาย ซึ่งถ้าทุนถึงก็ใช้ตัวนี้เลย รับรองไม่ผิดหวัง ราคาอยู่ที่ 2950 บาท

 

10 บลัชออนยี่ห้อไหนดีที่สุด บลัชออนถูกและดี ที่ราคาน่าคบหา 2017

10 บลัชออนยี่ห้อไหนดีที่สุด บลัชออนถูกและดี ที่ราคาน่าคบหา 2017

10 บลัชออนยี่ห้อไหนดี ที่สุด บลัชออนถูกและดี ที่ราคาน่าคบหา 2017 หลายคนคงค้นหาบลัชออนที่ราคาไม่แพงอยู่แน่นอน แต่ก็เจอแต่แบบที่มีราคาแพงๆ ทั้งนั้นเลย ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ไม่รู้จะใช้ตัวไหนที่ถูก ราคาถูกแล้วดีจริงหรือ

วันนี้เราก็มี 10 บลัชออนที่ราคาน่าคบหา ซึ่งรับรองได้ว่าถูกอกถูกใจสาวๆ แน่นอน แต่ว่าจะไปอะไรบ้าง ไปดูกัน — บลัชออนยี่ห้อไหนดี

บลัชออนยี่ห้อไหนดีที่สุด

  1. Essence Silky Touch Blush

มาตัวแรกก็โดนเลย เพราะบลัชออกตัวนี้มีคุณภาพดี ราคาที่ถูก Essence Silky Touch Blush ตัวนี้ก็เป็นตัวเดียวกับที่บล็อกเกอร์หลายคนได้ยืนยันมาแล้วว่าดีจริง ซึ่งก็สามารถไปวัดระกับกับบลัชออนราคาแพงได้สบายๆ ด้วยเนื้อบลัชที่มีความเรียบเนียน สีสามารถติดได้ทนนาน แถมสียังสวยทุกสีอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 190 บาท

  1. NYX Powder Blush

นี่เป็นบลัชออนคุณภาพระดับไฮเอนด์ เพราะบลัชออนของ NYX มีความสามารถในการที่จะทำให้สีสวยติดทนได้นานสุดๆ แถมยังมีความหลากหลายของโทนสีให้เลือกได้อย่างจุใจอีกด้วย และเนื้อบลัชก็มีประกายวาวๆ สำหรับเพิ่มความสวยงามอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 200-300 บาท

  1. Sleek Blush

ถ้ากำลังหาบลัชออนที่เนื้อสีดี ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะสำหรับ Sleek Blush เป็นบลัชออนที่มีสีที่สวยชัดทุกเฉดสี ปาดผิวทีเดียว สีก็ติดทนแล้ว แถมมีให้เลือกทั้งแบบเนื้อแมตต์ และแบบเนื้อชิมเมอร์ ราคาอยู่ที่ 320 บาทเท่านั้น

  1. GABRIELLA SALVETE Fiorello Rouge

แบรนด์นี้อาจจะไม่คุ้นกับใครหลายๆ คน เพราะแบรนด์นี้เป็นแบรนที่มาจากอิตาลี แต่ก็ยังมีขายในไทย ซึ่งก็มีคุณภาพที่ดีมาก เพราะเนื้อสีของตัวบลัชออนตัวนี้ มีความเนียนและนุ่มมากก เกลี่ยไปบนผิวได้ง่ายสุดๆ โดยตัวนี้มีให้เลือกทั้งเนื้อชิมเมอร์และเนื้อแมตต์ ราคาอยู่ที่ 390 บาท

บลัชออน

  1. Maybelline Cheeky Glow

นี่เป็นแบรนด์หนึ่ง ที่สามารถครองใจสาวไทยไปได้มาก สำหรับ Maybelline และ Maybelline Cheeky Glow เพราะมีราคาที่ย่อมเยาสุดๆ แค่ 179 บาทเท่านั้น แต่คุณภาพก็สามารถทำได้ดีเกินราคา เพราะมีเนื้อสีที่ติดทนนาน แถมตัวแพ็คเกจก็สามารถพกพาได้ง่าย มีขนาดเล็กน่ารัก

  1. Wet n Wild Color Icon Blusher

นอกจากลิปสติกของแบรนด์นี้จะเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ แล้ว ตัวบลัชออนของแบรนด์นี้ก็ยังติดอันดับ TOP 10 บลัชออน ที่มีราคาถูกและคุณภาพดีอีกด้วย ซึ่งมีเนื้อสีที่เนียนนุ่ม ติดทนได้นาน ชิมเมอร์ไม่อลังการเกินไป จึงทำให้ตัวบลัชออนของแบรนด์นี้สามารถเข้าไปครองใจสาวๆ ได้เยอะมาก แถมยังมากับราคาที่ถูกแสนถูก เพียง 199 บาทเท่านั้น — ลิปสติกแบบไหนดี

  1. Catrice Defining Duo Blush

ใครกำลังมองหาบลัชออน ที่สามารถเป็นไฮไลท์ในตัวได้ด้วย ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะในตลับบลัชออนตัวนี้มีสีมาให้เลือกถึง 2 สี ซึ่งเนื้อสีตัวนี้จะมีชิมเมอร์ที่มีความละเอียด ซึ่งเมื่อปัดแล้วจะช่วยทำให้หน้าดูเหมือนปัดไฮไลท์ได้เลยราคาอยู่ที่ 190 บาท

  1. Essence Mosaic Blush

นี่เป็นอีกหนึ่งบลัชออนที่สาวๆ ไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากตัวนี้จะเป็นบลัชออน ที่มีลวดลายโมเสก ซึ่งดูเก๋ไก๋แล้ว ในตลับบลัชออนยังมีสีสวยให้เลือกถึง 3 สีด้วยกัน และเวลาปัดวนก็สามารถทำให้สีเปล่งออกมาได้สวยขึ้น แถมสียังชัดและติดทนได้นาน เมื่อปัดแล้วก็จะทำให้แก้มดูสวยสุขภาพดีมากๆ ซึ่งราคาก็อยู่ที่ 165 บาท

  1. in2it Sheer Shimmer Blush

สาวๆ คนไหนที่ชื่นชอบความวิ้งของผิว ชอบชิมเมอร์ที่จัดจ้าน ต้องไม่พลาดกับบลัชออนตัวนี้เลย เพราะมีราคาเพียงแค่ 159 บาทเท่านั้น แต่เจ้าบลัชออนตัวนี้ก็จะไม่เหมาะกับสาวหน้ามันสักเท่าไหร่ เพราะจะไปทำให้หน้าที่มันดูมันขึ้นไปอีก แต่ถ้าใครที่มีผิวหน้าที่ไม่มัน ตัวนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว

  1. e.l.f. HD Blush

ใครที่ชอบใช้ครีมบลัช หรือบลัชออนในรูปแบบของเนื้อครีมน้ำ ซึ่งแบรนด์ที่สามารถทำสีได้ติดทนนานละก็ คงไม่พ้นแบรนด์ e.l.f. HD Blush นี้แน่นอน โดยตัวบลัชออนเป็นแบบขวด สามารถปั้มได้ ใช้ได้ง่าย มีเฉดสีให้เลือกมากมาย ราคาอยู่ที่ 379 บาทถือว่า คุ้มค่าคุ้มราคามากๆ

7 แบรนด์ แปรงแต่งหน้า ยอดนิยม แปรงแต่งหน้า ถูกและดี 2017

7 แบรนด์ แปรงแต่งหน้า ยอดนิยม แปรงแต่งหน้า ถูกและดี 2017

แปรงแต่งหน้า 7 แบรนด์ ยอดนิยม แปรงแต่งหน้า ถูกและดี 2017 แปรงแต่งหน้าก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ใบหน้าของเราดูสวยงามยิ่งขึ้น แต่ใครที่กำลังใช้แปรงเก่าๆ ขนแข็งๆ อยู่ละก็

ให้รีบเปลี่ยนซะโดยเร็ว เพราะนอกจากจะข่วนหน้าแล้วยังทำให้แปรงไม่เรียบเนียนอีกด้วย วันนี้จึงมี 7 แบรนด์แปรงแต่งหน้ายอดนิยม มาให้ทุกคนได้เลือกใช้กัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูเลย — แปรงแต่งหน้า

  1. แปรงแต่งหน้า MAC

แปรงแต่งหน้า MAC

แปรงแต่งหน้า MAC นี่คือหนึ่งในสุดยอดแบรนด์ที่โดดเด่น ในเรื่องของแปรงแต่งหน้า ที่ผู้หญิงหลายคนปรารถนาอยากได้มาครอบครองสุด ๆ เพราะแปรงของ MAC เต็มไปด้วยคุณภาพ แถมยังมีหัวแปรงให้เลือกหลากหลายขนาด แถมขนแปรงก็นุ่มนวล ไม่บาดหน้า แต่ก็ต้องทำใจเรื่องราคานิดนึง เพราะราคาสูงมาก แต่ถ้าทุนถึงละก็ ถือว่าสอยได้สบายๆ — บลัชออนยี่ห้อไหนดี

  1. Zoeva

มากับแบรนด์ที่เป็นที่ถูกอกถูกใจใครหลายๆ คนแน่นอน เพราะเป็นแบรนด์ที่ทำแปรงออกมาได้ดี และมีราคาที่ไม่แพงมากอีกด้วย โดยแปรงแต่งหน้าของแบรนด์นี้ มีความโดดเด่นตรงที่ สร้างดีไซน์ได้เรียบหรู ดูแพงมาก ขนแปรงมีความนุ่มละมุน และยังมีให้เลือกซื้อเลือกใช้กันหลากหลายแบบ ใครเงินถึง จะจัดทั้งเซ็ทเลย ก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ

  1. Sigma

แปรงแต่งหน้าถูกและดี

ว่ากันว่าแปรงแบรนด์นี้ เป็นฝาแฝดเดียวกันกับแปรง MAC เพราะมีหลายๆ ตัวที่ทำออกมาคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเหมือนไปซะทุกอย่าง ซึ่งแบรนด์นี้มีขนแปรงที่นุ่มนิ่ม ไม่บาดหน้า สามารถจิกสีเครื่องสำอางออกมาได้ดี และเมื่อใช้กับใบหน้าแล้ว จะทำให้สีใบหน้าดูนวลเนียน ซึ่งแบรนด์นี้ก็มีราคาที่ไม่ทำร้ายเงินในกระเป๋าอีกด้วย มีคนเคยพูดขำๆ ว่า ถ้าซื้อตัวนี้ครบเซ็ต ก็ซื้อของ MAC ได้แค่ 2 -3 ตัวแค่นั้น

  1. Real Technique

นี่คือแปรงแต่งหน้า ที่เป็นที่ฮอตฮิตมากแบรนด์หนึ่งของวงการเลยก็ว่าได้ เพราะมีราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าเงินมากๆ แต่ก็ยังคงคุณภาพ ที่สามารถไปเทียบชั้นกับแปรงราคาแพงๆ ได้สบายเลย คือมีขนแปรงนุ่ม ไม่บาดหน้า แตะเครื่องสำอางแล้วสีติดมาที่แปรงดีมาก แถมยังมีให้เลือกซื้อมากมาย หลากหลายรูปแบบ

  1. Ecotools

ใครเป็นชาวอนุรักษ์บ้าง บอกเลยว่าเหมาะกับแปรงตัวนี้มาก เพราะเป็นแปรงแต่งหน้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสุดๆ และที่สามารถครองใจสาวๆ ได้ ก็เพราะยังเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าสตางค์อีกด้วย โดยแปรงแบรนด์นี้มีคุณภาพขนแปรงที่ดี ขนนุ่มนิ่ม ปาดผิวได้เรียบเนียนมาก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือด้ามจะเป็นไม้สีอ่อน ทำให้ดูสะอาดตาและน่าใช้มาก

  1. l.f.

แปรงแต่งหน้า 2017

อย่างที่รู้กันว่า e.l.f. เป็นแบรนด์เครื่องสำอางทั่วไป แต่วันนี้จะมาเจาะที่แปรงของแบรนด์นี้ ซึ่งบอกได้เลยว่ามีคุณภาพแปรงที่ดีงามมาก ถึงกับต้องบอกต่อแน่นอน และที่สำคัญคือมีราคาที่ไม่แพง และถ้าซื้อครบเซ็ทก็จะให้ขนแปรงที่คุณภาพมาให้เลย ใครที่ชื่นชอบแปรงคุณภาพดี ราคาประหยัดละก็ แบรนด์นี้ก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง ที่ดีงามมากเลยทีเดียว

  1. Mei Linda

มากับแปรงแบรนด์ไทยที่ใครๆ ก็ชอบ เพราะว่าให้ความสมูทที่ผิวหน้าได้ดี และที่สำคัญมากๆ เลยก็คือ มีราคาที่ไม่แพง ทำให้สาวไทยจับต้องได้มากขึ้น และนี่ก็เป็นส่วนทางหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนแบรนด์คนไทยให้ก้าวไกลไปถึงต่างแดน

6 รองพื้นผิดวิธี สิ่งที่คุณควรรู้ หากไม่อยากรองพื้นจน หน้าลอย!!

6 รองพื้นผิดวิธี สิ่งที่คุณควรรู้ หากไม่อยากรองพื้นจน หน้าลอย!!

6 รองพื้นผิดวิธี สิ่งที่คุณควรรู้ หากไม่อยากรองพื้นจน หน้าลอย!! คงไม่มีใครที่พบเจอแต่ความถูกต้องไปตลอด คนเราก็ต้องเจอกับข้อผิดพลาดบ้าง ตั้งแต่ลืมกุญแจ ทำกระเป๋าเงินหาย

หรือลืมเอกสารทำงาน ซึ่งข้อผิดพลาดเหล่านั้นก็เกิดขึ้นได้ในทุกวันของการทำงาน และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงแทบจะทุกคนเลยก็คือ การเลือกใช้รองพื้นผิด ซึ่งจะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน — รองพื้นผิดวิธี

รองพื้นเป็นสิว

  1. เลือกรองพื้นไม่ตรงกับสีผิว

สำหรับการเลือกรองพื้นที่ไม่ตรงกับสีผิว นั่นคือความผิดพลาดอันใหญ่หลวงมากที่สุดเลย เพราะการเลือกรองพื้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของรองพื้นคือ ต้องมีสีเดียวกันกับผิวเรา โดยดูที่การทำให้ผิวของเราขาวเนียนได้แค่ไหน กระจ่างใสได้แค่ไหน ดูเป็นธรรมชาติหรือไม่  ถ้าเลือกผิด แน่นอนว่าชีวิตเปลี่ยนแน่ จากขาวใส อาจจะเป็นเขียวเสวยเลยก็ได้ ดังนั้นควรลองทาแล้วส่งกระจกดูว่าเหมาะไหม ไม่ก็ถามเพื่อนไปเลยว่า รองพื้นตัวนี้เป็นยังไง จะได้แก้ไขได้ทัน

  1. รองพื้นไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การใช้งาน

การจะซื้อรองพื้นให้คุ้ม ไม่ใช้ว่าจะต้องซื้อแบบที่สามารถใช้ได้หลากหลากมาก แต่ไม่เข้ากับเราสักนิด แบบนั้นก็ไม่ควรซื้อ การซื้อที่ดีควรดูที่ว่า เราจะใช้รองพื้นในโอกาสใดบ้าง เพราะอาจจะแค่แต่งหน้าไปเพื่อไปเรียน หรือแต่งไปทำงาน แต่ก็ซื้อชนิดหนามาเลย มันวับมาแต่ไกล แบบนี้ก็ถือว่าเลือกผิดจุดประสงค์ ถ้าเราไม่ได้ไปงานใหญ่โตอะไร ก็ให้เลือกรองพื้นแบบบางๆ ก็พอ เพื่อถนอมผิวพรรณอันแสนสวยของเราไว้

  1. รองพื้นคุมความมันได้ไม่ดี

หน้ามันรองพื้น

ในการใช้รองพื้นนั้น เราควรใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนการทารองพื้น เพราะถ้าไม่อย่างนั้น เราอาจจะเจอกับเหตุการณ์หน้ามันก็ได้ เพราะบางคนทาครีมกันแดด โดยที่หน้ายังไม่ทันแห้งดีเลย ก็รีบลงรองพื้นต่อไปแล้ว แบบนี้ยังไงๆ ก็ทำให้หน้ามันแน่นอน ทางที่ดีคือ ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ถ้าทาครีมกันแดดก่อนแล้ว ก็รอให้จนแห้งก่อน จากนั้นจึงค่อยลงรองพื้น

  1. หน้าไม่เนียน ดูไม่มีประกาย

หลายสาเหตุที่ทำให้ใบหน้าไม่เรียบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรองพื้นที่ ราคาถูก คุณภาพไม่ดี และการปกปิดของรองพื้นที่มากเกินไป นั่นก็จะทำให้ใบหน้าเราดูไม่เนียนได้แน่นอน และถ้าเราอยากให้ใบหน้าเรียบเนียน สวยผ่องละก็ เราควรเลือกดูที่รองพื้นเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ดูสภาพใบหน้าของเราว่าควรใช้รองพื้นแบบไหน ใช้แบบเน้นให้หน้ากระจ่างใส หรือใช้แบบให้หน้าดูเรียบเนียน ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมาย

  1. ใช้รองพื้นแล้วสิวขึ้น

ปัญหาใหญ่ที่ใครๆ ก็เจอก็คือ ใช้รองพื้นแล้ว เกิดสิวอุดตันขึ้นมา ซึ่งก็สร้างความรำคาญ และพาลให้เราไม่ใช้รองพื้นไปได้แน่นอน แต่เดี๋ยวก่อน มั่นใจแล้วหรือว่าที่เกิดสิวเป็นเพราะรองพื้น ไม่ใช่เพราะเราล้างหน้าไม่สะอาดหรือ เพราะถ้าเราล้างไม่สะอาด ต่อให้เหลืออุดตันแค่รูเดียว ยังไงก็เกิดสิวอุดตันได้แน่นอน

  1. ไม่ทดสอบการแพ้ก่อนจะใช้งานจริง

การทดสอบอาการแพ้ ควรทดสอบตั้งแต่ตอนซื้อมาแต่แรก เพราะนั้นจะทำให้ เราไม่ต้องมากังวลว่า นี่เพิ่งใช้ครั้งแรก แต่ก็ออกงานใหญ่แล้ว หน้าจะดูสวยไหมเนี่ย ปัญหานี้หมดไปแน่นอน ถ้าเราลองใช้ตั้งแต่ซื้อมาเลย

เพื่อทดสอบอาการข้างเคียงว่ามีผลเสียอะไรหรือไม่ ถ้ามีก็รีบล้างหน้าและทิ้งไปซะ ถ้าไม่มีก็ให้ยึดใช้ตัวนี้เป็นหลักเลย ซึ่ง รองพื้นยี่ห้อใช้ดี มีให้เลือกมากมาย เพื่อน ๆ ควรทดสอบการใช้งานจริงด้วยนะค่ะ