รูขุมขนกว้างทําไงดี ? รวมวิธีบำรุงและดูแลให้ใบหน้ากระชับขึ้น

รูขุมขนกว้างทําไงดี ? รวมวิธีบำรุงและดูแลให้ใบหน้ากระชับขึ้น

ปัญหาเรื่องผิวถือว่าเป็นเรื่องของความมั่นใจในการใช้ชีวิตในประจำวัน ในหลายคนจึงให้ความสำคัญในการดูแลบำรุงผิวเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะผิวกายหรือผิวหน้า และอีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะยุคไหนหรือวัยใดคือปัญหาเรื่องรูขุมขนกว้าง ซึ่งเกิดได้บ่อยมาก ๆ แม้ว่าจะไม่ได้มีโทษหรือสร้างความเจ็บปวด แต่หลายคนก็สูญเสียความมั่นใจไปเลยก็มี วันนี้เราเลยจะพามาไขข้อข้องใจ รูขุมขนกว้างทําไงดี พร้อวิธีบำรุงและดูแลให้ใบหน้ากระชับขึ้น


แล้วรูขุมขนกว้าง ทำไงดี ? สาเหตุเกิดจากอะไรกันแน่

รูขุมขนกว้างทําไงดี

เคยสังเกตตัวเองไหมว่า เมื่ออายุยังไม่เข้าสู่วัยรุ่นหรือช่วงวัยรุ่นตอนต้น ผิวของเราทุกคนเรียบเนียบและไม่มีรูขุมขนขรุขระเลย จนกระทั่งฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงและสภาพผิวที่เปลี่ยนไป และเมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไปรูขุมขนก็มีโอกาสขยายใหญ่ขึ้นได้อีกตามธรรมชาติ! แค่ฟังก็น่าตกใจแล้วใช่ไหม แล้วยังมีอีกสาเหตุอื่นอีกไหมที่เป็นต้นตอของเจ้ารูขุมขน มาดูกันเลยดีกว่า

เกิดจากพันธุกรรม เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะสายพันธุได้ส่งต่อกันมา การรักษาทำได้เพียงให้ขุมขนไม่ขยายใหญ่ไปมากกว่านี้

ฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะช่วงวุยแตกหนุ่มสาวที่มีการผลิตฮอร์โมนมากจำนวนมาก หน้าจึงผลิตน้ำมัน (เซบัม) มากเกินไป ทำให้ผิวต้องการขับความมันออกมาจากรูขุมขนและทำให้รูขุมขนขยายใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ผู้มีปัญหาสิว แน่นอนว่าสิวเกิดจากไขมันในรูขุมขนอุดตัน อาจจะเป็นทั้งจากฮอร์โมน หรือสิ่งเร้าต่าง ๆ เมื่อสิวเกิดขึ้นไม่ว่าจะสิวอักเสบ สิวผด สิวเสี้ยน การที่ไขมันอุดตันผสมกับเซบัมส่วนเกินบนใบหน้า หากไม่ได้รับการรักษาสิวอย่างถูกวิธีและต่อเนื่อง ผิวก็สามารถเกิดรูขุมขนกว้างอย่างถาวรได้เช่นกัน

สภาพอากาศ แต่ละคนมีผิวหน้าที่ต่างกัน สภาพอากาศรอบตัวก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดรูขุมขนได้ เช่น สภาพอากาศหนาวเย็น ทำให้ผิวแห้งง่าย หากได้ระบความชุ่มชื้นไม่มากพอก็จะหน้าแห้ง เกิดรูขุมขนกว้าง หรือ สภาพอากาศที่ร้อนจัดเหงื่ออกบ่อย ร่างกายขับน้ำมันเซบัมออกจากผิวทำให้รูขุมขนขยายระบายนำมันและความร้อน เป็นต้น

สภาวะด้านจิตใจ ความเครียด หลายคนคงสงสัยว่าความเครียดเกี่ยวข้องได้อย่างไร เราจะมาไขข้อสงสัยกันที่นี่ ความเครียดหรือ Cortisol คือ ฮอร์โมนความเครียดของร่างกาย เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายจะผลิตคอร์ติซอลเป็นจำนวนมากส่งผลให้ไปกระตุ้นการสร้างน้ำมันบนร่างกาย โดยเฉพาะใบหน้าของเรา
ดูแลผิวอย่างไม่เหมาะสม กล่าวคือการขัดผิวที่มากเกินไป หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว จนเป็นสาเหตุให้ผิวอ่อนแอ เกิดรูขุมขนอุดตัน หรือผลัดผิวมากเกินไปแต่ขาดความชุ่มชื้นจนเกิดอาการแสบแดง

ทำความสะอาดได้ไม่หมดจดพอ ปัญหานี้เกิดขึ้นได้กับผู้ที่ล้างหน้าไม่สะอาด ล้างเพียงน้ำเปล่า ล้างเครื่องสำอางค์ไม่หมดหรือนอนทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เช็ดเครื่องสำอางค์ จนเกิดสภาวะไขมันอุดตันบนใบหน้า

ไม่ใช้ครีมกันแดด การโดนแสงแดดประจำโดยขาดการป้องกัน ทำให้ชั้นผิวอิลาสตินเสื่อมลง นั่นหมายความว่าคอลลาเจนในผิวก็จะเสื่อมลงไปด้วย ทำให้ผิวเหี่ยวแห้ง หย่อยคล้อย รูขุมขนกว้าขึ้นเพราะการทำงานของคอลลาเจนที่สะสมไว้ใต้ชั้นผิวลดลง

ไม่ใช้ครีมบำรุงผิว ไม่จำเป็นต้องเป็นเซรั่มหรือโทนเนอร์ราคาแพง การที่ผิวได้รับความชุ่มชื้นจากมอยซ์เจอร์ไรเซอร์เป็นเรื่องพื้นฐานของผิวที่ดีและมีน้ำ


12 วิธีกระชับรูขุมขน ให้ใบหน้าเนียนใสยิ่งขึ้น

รูขุมขนกว้างทําไงดี

ถึงแม้ว่าสาเหตุที่กระตุ้นการเกิดรูขุมขนกว้างนั้นมีมากมาย หรือใครที่มีรูขุมขนกว้างแล้วก็ตามจงอย่าได้เสียใจไป เพราะเรามีสารพัดวิธีกระชับรูขุมขนให้กลับมาเล็กลงอย่าแน่นอน

1.รักษาความสะอาด

ไม่ว่าจะชำระล้างร่างกายหรือใบหน้าควรใช้เวลาฟอกถูนำสิ่งสกปรกออกไปให้หมด สำหรับคนที่แต่งหน้าควรทำการดับเบิ้ลคลีนซิ่ง (Double Cleaning) ด้วยผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอางค์ตามที่คุณประสงค์ เพื่อให้คราบเครื่องสำอางค์ชะล้างออกไปให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะล้างหน้าด้วยคลีนซิ่งโฟมหรืออื่น ๆ ตามปกติ และควรล้างอย่างเบามือ ไม่ขัดถูแรงจนเกินไป

2.ไม่ล้างหน้าบ่อยเกินไป

ควรล้างวันละ 2 ครั้งเท่านั้นจึงจะพอดี เพราะยิ่งล้างออกมากก็ยิ่งกระตุ้นให้ต่อมรูขุมขนกระตุ้นผลิตน้ำมันออกมากปกป้องรักษาความชุ่มชื้นบนใบหน้า ฉะนั้นแล้วหากคุณเหงื่อไหลออกมากแนะนำว่าให้ซับออกก็เพียงพอ แล้วฉีดสเปรย์น้ำแร่ในบางท่านที่ต้องการความเย็นชุ่มฉ่ำ

3.ใช้โทนเนอร์ปราศจากแอลกอฮอล

ในสภาพผิวหน้าของบางคนมีความมันมากเกินไป โทนเนอร์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยกำจัดความมันก่อนเตรียมลงผิวในขั้นตอนต่อไป หลีกเลี่ยงส่วนผสมที่มีแอลกอฮอลจัดเพราะว่ายิ่งทำให้ผิวหน้าระคายเคืองและเกิดสิวขึ้นได้

4.ใช้ครีมบำรุงผิวให้ถูกกับสภาพผิวหน้า

คือการเติมน้ำให้กับผิวนั่นเอง หลายคนที่ผิวมันอาจจะขัดใจว่าผวมันแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ครีมบำรุงเพิ่มน้ำ เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะไม่ว่าสภาพผิวใดต่างก็ต้องการความชุ่มชื้น และแต่ละผิวต้องการเนื้อครีมที่แตกต่างกัน
ผิวมัน ใช้มอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์ประเภทเนื้อเจลหรือโลชั่นเนื้อบางเบา จะลงการอุดตันของผิวได้
ผิวแห้ง ใช้มอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์ประเภทเนื้อครีม แต่ควรมีการวอร์มอัพที่ฝ่าก่อนลงบนใบหน้าจะดีที่สุด จากนั้นใช้ฝ่ามือที่มีครีมแปะลงบนผิวหน้าให้ทั่วอย่างบางเบา
ผิวผสม ใช้มอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์ประเภทเนื้อเจลหรือเนื้อครีมก็ได้

5. ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ

นอกจากความชุ่มชื้นแล้ว ผิวยังต้องการเกราะป้องกันอีกชั้นจากแสงแดด ขึ้นชื่อว่าแสงแดดเป็นศัตรูธรรมชาติร้ายกาจที่ทำลายชั้นผิวของเราได้อย่างรุนแรง ดังนั้นหลีกหลีกผิวมันและแห้งกร้านจากรังสียูวีที่เป็นสาเหตุรูขุมขนกว้าง แนะนำให้ทาครีมกันแดดทุกวัน อย่างน้อย SFP 30 PA++++ และทาซ้ำทุกๆ 3-4ชั่วโมง

6. ลดการรับประทานของทอด

น้ำมันเยิ้ม และอาการเค็มจัด ของทอดกรอบน้ำมันเยิ้มตั่งต่าง นอกจากจะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับความมันบนใบหน้าอีกด้วย ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เกี่ยวข้องกับภายในสำคัญมาก ถ้าหากสุขภาพลำไว้และภายในดี ผิวก็จะเปล่งปลั่งสุขภาพดี คอลลาเจนในร่างกายยังทำงานได้ดี ทำชะลอการเกิดรูขุมขนกว้างเมื่ออายุที่มากขึ้น

7. เลือกเครื่องสำอางค์ประเภทปราศจากน้ำมัน

โดยเฉพาะคนที่มีผิวหน้ามัน ผลิตภัณฑ์ประเภทออยล์เบส (Oil based) ยิ่งเสี่ยงรูขุมขนอุดตันมากยิ่งขึ้นแม้ว่าจะเคลมว่าเนื้อสัมผัสเบาบางและออร์แกนิคมากเท่าไร เนื้อสัมผัสนั้นยังคงเป็นน้ำมันอยู่ดี หากให้แนะนำ ใช้เป็นแป้งรองพื้นที่ควบคุมความมันที่มีส่วนผสมของ Licorice Extract, EGCG (Green Tea Extract), Vitamin B6 (Pyridoxine Hydrochloride), Zinc PCA, Bakuchiol, Copper PCA, Methylsulfonylmethane, Ammonium Glycyrrhizate, Salicylic Acid และ Silicone จะดีกว่า ทริคเพิ่มเติมเกี่ยวกับซิลิโคน (Silicone) ว่าไม่ได้เป็นสารอันตราย หรือกระตุ้นเกิดสิวแต่อย่างใด แต่เจ้าสารเคมีตัวนีจะช่วยกักเก็บน้ำล็อคผิวไว้นั่นเอง

8. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นยาวิเศษที่ไม่มีราคาต้องจ่าย เมื่อร่างกายได้ออกแรง ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดหมุนเวียนร่างกายได้ดีมากขึ้น เลือดที่หมุนเวียนในบริเวณใบหน้าก็ยิ่งดีมากขึ้นและมีเลือดฝาด รูขุมขนกระชับ และหน้าใสเปล่งประกาย

9. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

เมื่อร่างกายของคุณได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ใบหน้าที่ล้าโ?รมก็จะไม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป เวลานอนนั้นสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับระบบภายในและระบบฮอร์โมนอย่างชัดเจน จะสังเกตได้ว่าเมื่อเวลานอนน้อยคุณจะไม่สดชื่น หิวบ่อย ใบหน้าซีดเซียว ฮอร์โมนที่ทำงานได้ไม่ดีจะส่งผลให้สุขภาพผิวแย่และเกิดการสร้าน้ำมันเซบัมเกินความจำเป็น (เพราะร่างกายเกิดควาวมเครียดและอ่อนล้า) เกิดรูขุมขนกว้างขยายใหญ่ขึ้นตามมาอย่าหลีกเลี่ยงไม่ได้

10. ดื่มน้ำเป็นประจำ

น้ำเป็นสื่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายให้สมดุล ดังนั้นหากดื่มน้ำไม่เพียงพอก็สามารถเกิดหลายอาการ เช่น เลือดหมุนไหลเวียนได้ไม่ดี ท้องผูก ผิวแห้ง ไตทำงานาหนักขึ้น อาการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นจุดก่อเกิดรูขุมขนที่กว้างบนใบหน้าตามมา ดังนั้นควรดื่มน้ำไม่เกินวันละ 3 ลิตร หรือพยายามจิบน้ำบ่อยให้ได้มากที่สุด เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายและความดันเลือดอย่างสม่ำเสมอ

11. รับประทานคอลลาเจน

คอลลาเจนไม่ได้ช่วยเพียเรื่องผิวขาวสวยอย่างเดียว แต่รูขุมขนจะกระชับขึ้นเพราะร่างกายได้รับคอลลาเจนได้ปริมาณที่สมควรได้รับและคอลลาเจนส่วนใหญ่ก็จช่วยสร้างสายใยโปรตีนที่เป็นพื้นฐานของการผลิตคอลลาเจนในร่างกายอีกด้วย

12. พิโค่เลเซอร์ (Pico Laser)

เทคโนโลยีล่าสุดและได้ผลไวที่สุดแม้จะต้องแลกการความเจ็บสักเล็กน้อย โดยจะเป็นคลื่น Alexandrite 755 นาโนเมตร (nm) ทำให้เม็ดสีเกิดการสั่นสะเทือนระดับสูง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้รูขุมขนกระชับอย่ารวดเร็ว แต่อย่างไรก็ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง


สรุปได้ว่ามีปัจจัยหลากหลายสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดรูขุมขนกว้าง ไม่ว่าจะพันธุกรรม อาหาร สภาพอากาศ สภาพผิวหรือผลิตภัณฑ์บำรุงใบหน้าที่ใช้เป็นประจำ ดังนั้นเมื่อเราที่มาและสาเหตุกระตุ้นต่าง ๆ ก็จะหลีกเลี่ยงรูขุมขนที่กว้างขึ้นได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่อาหารการกิน การใช้ชีวิตประจำให้ระมัดระวังมากขึ้น และในสำหรับคนที่ใจร้อนแต่ไม่ร้อนเงิน ในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้เนรมิตรูขุมขนให้จางหายไปในเวลาอันสั้นอย่างง่ายดาย


ที่มา

https://youtu.be/NzIwiyYWl2Q
https://aedit.com/concern/large-pores
https://www.aad.org/public/everyday-care/skin-care-secrets/face/treat-large-pores
https://www.specialistsindermatology.com/blog/what-causes-enlarged
https://collagenguru.co.uk/can-collagen-supplements-help-shrink-pore-size/

10 วิธีแก้ ผิวแห้งเป็นสิว เคล็ดลับสำหรับสาวที่มีปัญหาผิวโดยเฉพาะ

10 วิธีแก้ ผิวแห้งเป็นสิว เคล็ดลับสำหรับสาวที่มีปัญหาผิวโดยเฉพาะ

10 วิธีแก้ ผิวแห้งเป็นสิว เคล็ดลับสำหรับสาวที่มีปัญหาผิวโดยเฉพาะ พื้นฐานของการมีสุขภาพผิวที่ดีก็คือการรักษาความชุ่มชื้นภายในชั้นผิว ด้วยเหตุผลที่ว่าน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลล์ผิวหนังทั้งหมด หากขาดน้ำหรือความชุ่มชื้นไปเมื่อไร เซลล์ก็เหี่ยวลงและอ่อนแอมากขึ้น สิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นก็คือผิวแห้ง เป็นสิว มีริ้วรอย และบอบบางมากกว่าปกติ เกิดอาการแพ้เครื่องสำอาง แพ้อากาศ หรือมลภาวะต่างๆ ได้โดยง่าย

หลายคนอาจสงสัยว่าสิวส่วนใหญ่เกิดจากความมัน ฮอร์โมน และสิ่งสกปรกไม่ใช่หรือ ดังนั้น ถ้าผิวยิ่งแห้งก็น่าจะยิ่งเป็นสิวได้ยากขึ้น แต่แล้วทำไมผิวแห้งถึงกลายเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวไปได้ นั่นก็เพราะว่าเมื่อผิวแห้งก็เปรียบเสมือนไม่มีเกราะป้องกันชั้นผิวที่ดี หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาเพียงเล็กน้อย ก็เข้าสัมผัสผิวได้โดยตรงและส่งผลให้ระคายเคืองจนเกิดสิวได้

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมก็คือ ปัญหาผิวแห้งที่ว่านี้ไม่ใช่สภาวะโดยธรรมชาติของผิว และไม่ได้เกิดกับคนที่มีลักษณะของผิวอยู่ในกลุ่มผิวแห้งโดยเฉพาะ แต่สามารถเกิดได้ในผิวทุกประเภท แม้แต่คนที่มีผิวมันมากก็ตามที หากปล่อยปละละเลย หรือดูแลผิวอย่างไม่ถูกวิธีก็เกิดอาการผิวแห้งได้ทั้งนั้น

และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่สิวต่างๆ ที่จะตามมา ยังมีปัญหาผิวเกิดขึ้นได้อีกหลายกรณี เช่น ผิวลอก แสบแดง หน้าเป็นขุย เกิดผื่นแพ้ เป็นต้น ดังนั้นถ้าไม่อยากมีผิวแห้ง เป็นสิว หน้าพัง หันมาฟังเคล็ดลับง่ายๆ ทั้ง 10 ข้อต่อไปนี้ เลือกเอาไปปรับใช้กันได้ตามอัธยาศัยเลย 

1. ดื่มน้ำสะอาดให้มากเข้าไว้

ผิวแห้งเป็นสิว

วิธีแก้ ผิวแห้งเป็นสิว วิธีแรกที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวอย่างง่ายดายที่สุดก็คือ การดื่มน้ำ และนี่ก็เป็นวิธีที่ได้ผลชัดเจนมากที่สุดด้วย เคยมีการเก็บสถิติมาแล้วว่า คนที่ดื่มน้ำสะอาดเป็นปริมาณมากๆ ต่อวันจะมีผิวพรรณที่สดใสและใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยหลายสิบปี เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มน้ำไม่เพียงพอ โดยปกติเราจะต้องดื่มน้ำกันประมาณวันละ 8-10 แก้ว

แต่ถ้าอยากเน้นเพื่อบำรุงผิวต้องดื่มมากกว่านั้น อาจจะ 3-4 ลิตรต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งไม่ใช่การโหมดื่มคราวละมากๆ แต่เป็นการจิบทีละน้อย ค่อยๆ สะสมไปตลอดทั้งวัน ที่สำคัญให้นับเฉพาะน้ำสะอาดหรือน้ำเปล่าเท่านั้น บรรดาน้ำอัดลม น้ำหวาน ชา กาแฟต่างๆ ไม่นำมารวมด้วย

2. ล้างหน้าเพียงแค่วันละ 2 ครั้ง

ผิวแห้งเป็นสิว

ถ้าหากไม่ได้มีกิจกรรมอะไรที่เลอะเทอะเป็นพิเศษ ก็ให้ขั้นตอนทำความสะอาดผิวหน้ามีเพียงแค่วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นก็เพียงพอแล้ว เพราะยิ่งล้างหน้าบ่อยก็ยิ่งมีอาการผิวแห้ง เป็นสิวด้วย เพราะว่าน้ำมันตามธรรมชาติที่เคลือบผิวอยู่นั้นถูกชะล้างออกจนหมด ผิวจึงเสียสมดุลไป

ที่สำคัญการล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ขอให้อยู่ในช่วงเย็นช่วงเดียวพอ ส่วนช่วงเช้าล้างเพียงแค่น้ำเปล่าก็เกินพอแล้ว 

3. ทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์

ผิวแห้งเป็นสิว

การทาครีมที่เน้นเติมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว จะเป็นการล็อกความชื้นในชั้นผิวเอาไว้ พร้อมกับแก้ปัญหาผิวด้านอื่นๆ ไปพร้อมกัน หลังจากที่ชำระล้างผิวพรรณเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผิวจะอยู่ในสภาพที่ไม่สมดุลเล็กน้อย ก่อนจะปรับกลับเข้าสู่ปกติตามเดิม แต่ถ้าผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กระตุ้นให้ผิวเสียสมดุลมากเกินไป

การปรับสภาพกลับมาที่จุดสมดุลใหม่ย่อมเกิดได้ยากกว่า ยิ่งถ้าเป็นผิวบอบบางก็อาจจะปรับไม่ได้จนเกิดความระคายเคืองขึ้นมา ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์จะทำหน้าที่ช่วยเร่งการปรับสมดุลให้แก่ผิวในกรณีนี้ด้วย 

4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน

ผิวแห้งเป็นสิว

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าพนักงานออฟฟิศหรือคนที่ต้องทำกิจกรรมอยู่ในห้องแอร์แทบจะตลอดเวลา มักมีปัญหาผิวแห้ง เป็นสิวมากกว่าคนอื่นๆ นั่นก็เพราะว่าสภาวะของห้องแอร์มีค่าความชื้นในอากาศต่ำมาก ส่งผลให้ผิวของเราถูกดึงความชื้นออกไป แล้วเซลล์ผิวก็ค่อยๆ เหี่ยวแห้งลงเรื่อยๆ ทางที่ดีจึงควรหาจังหวะออกมาจากห้องแอร์เสียบ้าง แต่ถ้าไม่สามารถทำได้เลยก็ต้องใช้โลชั่นทาผิวช่วย พร้อมกับจิบน้ำเปล่าอยู่เสมออย่าได้ขาด 

5. อย่ารบกวนผิวบ่อยครั้ง

ผิวแห้งเป็นสิว

ไม่ว่าอะไรที่มากไปก็ไม่ดีทั้งนั้น เช่นเดียวกันกับกิจกรรมที่เข้าใจว่าช่วยบำรุงหรือฟื้นฟูสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นการสครับ การอบไอน้ำ การอบซาวน่า หรือแม้แต่การทำทรีตเมนท์ก็ตามที เมื่อทำบ่อยครั้ง ผิวก็ไม่มีเวลาพักหรือฟื้นตัวอย่างจริงจัง เหมือนคนเล่นกีฬาที่ไม่เคยพักเลยก็ล้มเจ็บได้ในที่สุด 

6. ทานอาหารเสริมเพิ่มเติม

ผิวแห้งเป็นสิว

แน่นอนว่าสารอาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงผิวนั้นหาได้จากอาหารที่เราทานกันทั่วไปนี่แหละ เพียงแต่กว่าจะทานให้ได้วิตามินหรือแร่ธาตุเทียบเท่ากับปริมาณที่ผิวต้องการ ก็ต้องทานกันจนท้องแทบแตกนั่นเอง ดังนั้นการเลือกทานอาหารเสริมอย่างเหมาะสมจึงน่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีไม่น้อย

ตัวอย่างของวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นได้แก่ วิตามินซี คอลลาเจน และน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส โดยเฉพาะตัวท้ายสุดที่โดดเด่นในการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวค่อนข้างมาก ชนิดที่ว่าทานก่อนนอนแล้วตื่นมาก็รู้สึกได้เลยว่าผิวหน้าดีขึ้นอีกระดับ นอกนั้นก็เป็นส่วนเสริมที่จะทำให้ผิวมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดีขึ้น 

7. อย่าติดน้ำอุ่นมากเกินไป

ผิวแห้งเป็นสิว

จริงอยู่ว่าการอาบน้ำอุ่นนั้นทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว แต่น้ำที่มีอุณหภูมิสูงจะเร่งให้ผิวแห้ง เป็นสิวได้ง่าย เพราะทันทีที่อาบน้ำหรือล้างหน้าเสร็จ ผิวจะแห้งแบบฉับพลัน และถ้าไม่ได้ทาโลชั่นตามในทันที ผิวก็จะแห้งเป็นขุยในเวลาต่อมา ทางที่ดีที่สุดจึงเป็นการใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือเย็นกว่านั้นสำหรับการล้างหน้า นอกจากผิวจะไม่แห้งแล้วรูขุมขนก็กระชับดีอีกด้วย 

8. พอกหน้าด้วยสูตรธรรมชาติบ้าง

ผิวแห้งเป็นสิว

มีสูตรพอกหน้าหลายสูตรที่หาวัตถุดิบได้ง่าย และเหมาะกับผิวแห้ง เป็นสิวโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น พอกหน้าด้วยน้ำผึ้ง พอกหน้าด้วยน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ เป็นต้น เพียงแค่เอาวัตถุดิบเหล่านี้ติดตู้เย็นไว้ คราวจะใช้ก็แค่หยิบมาพอกไว้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ระยะหนึ่งก่อนล้างออก 

น้ำผึ้งเป็นสุดยอดวัตถุดิบของบ้านเราและเป็นองค์ประกอบสำคัญในวงการความสวยความงามมาโดยตลอด นอกจากช่วยให้ผิวชุ่มชื้นแล้วก็ยังเนียนนุ่มดีด้วย ส่วนน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ก็ไม่น้อยหน้าน้ำผึ้งสักเท่าไร แต่กลิ่นอาจจะไม่ถูกใจใครหลายคนนัก 

9. ใช้สารเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของผิว

ผิวแห้งเป็นสิว

ประเด็นนี้ย้ายไปทางด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์เล็กน้อย เราเรียกเทคนิคนี้ว่า “การฉีดผิวฉ่ำ” ซึ่งเป็นกระบวนการฉีดเติมเต็มเข้าไปในผิวหนังบริเวณที่แห้ง สารที่ใช้ก็คือสารไฮยาลูโรนิคแอซิด (Hyaluronic acid) และเดกซ์แทรน (Dextran) ทำหน้าที่อุ้มน้ำให้แก่ผิว พร้อมดึงดูดความชื้นเข้าสู่ผิว

วิธีนี้ได้ผลแบบทันใจดี แต่ต้องเข้ารับบริการจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะมีข้อกำหนดถึงปริมาณที่ต้องใช้อยู่ หากผิดพลาดไปจะแก้ไขลำบาก อีกอย่างที่ต้องเข้าใจก่อนก็คือ สารเหล่านี้อยู่ได้เพียงชั่วคราว ไม่ใช่การรักษาแบบถาวร เมื่อครบกำหนดแล้วก็ต้องมาฉีดเข้าไปใหม่ 

10. ทาครีมกันแดดอยู่เสมอ

ผิวแห้งเป็นสิว

ต่อให้อยู่ในพื้นที่ร่มตลอดทั้งวัน ก็ต้องทาครีมกันแดดที่มีค่าการปกป้องเพียงพอ เพราะไม่ใช่แค่แสงแดดเท่านั้นที่ทำร้ายผิวของเราได้ ยังมีแสงไฟ แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าถามว่าครีมกันแดดมันเกี่ยวกับผิวแห้ง เป็นสิวอย่างไร คำตอบคือไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง

แต่สัมพันธ์กันในทางอ้อม เนื่องจากครีมกันแดดมีสรรพคุณสำคัญในการป้องกันผิวจากแสงแดด ซึ่งเป็นตัวการร้ายกาจที่สุดสำหรับผิวพรรณแล้ว เมื่อปกป้องได้ เซลล์ผิวก็แข็งแรง ไม่มีอาการไหม้แดด ไม่เกิดการสูญเสียน้ำเกินความจำเป็น หากได้รับการบำรุงก็สามารถรับประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ผิวจึงสวยใสสุขภาพดีอย่างที่ต้องการ


อ้างอิง

9 ways to banish dry skin : https://www.health.harvard.edu/staying-healthy/9-ways-to-banish-dry-skin

How to Treat Acne When You Have Dry Skin : https://www.byrdie.com/dry-skin-acne-5176666

ครีมแบรนด์ไทย ที่ทาผิวแล้วใครๆ ก็ชอบ

ครีมแบรนด์ไทย ที่ทาผิวแล้วใครๆ ก็ชอบ

ครีมแบรนด์ไทย ที่ทาผิวแล้วใครๆ ก็ชอบ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับครีมทาผิวแบรนด์ต่างๆ ที่เห็นกันได้ทั่วไป แต่จะรู้หรือไม่ว่า คนไทยเราก็ทำครีมบำรุงผิวเองเหมือนกัน และก็ทำเป็นแบรนด์เลยด้วย รับรองว่าคุณภาพคับกระปุกแน่นอน เพราะคนไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกอยู่แล้ว แต่จะมี ครีมแบรนด์ไทย อะไรบ้างนั้น ไปดูกัน

1. ครีมบำรุงผิวเอมบลิก้าพลัส สมุนไพรอภัยภูเบศร์

ครีมแบรนด์ไทย

มากับเจ้าแรกที่มีความนิยมอย่างมากกันก่อนเลยกับ สมุนไพรอภัยภูเบศร์ เพราะผู้ผลิตเจ้านี้มีชื่อเสียงเกี่ยวกับสมุนไพรมากทีเดียว ซึ่งรับประกันได้เลยว่าดีสมคำล่ำลือ ใช้แล้วหน้าจะขาว ดูกระจ่างใส เพราะได้สารสกัดจากมะขามป้อมที่จะช่วยกระชับรูขุมขนให้ตื้นขึ้น ลดความหมองคล้ำบนใบหน้า เหมาะสำหรับสาวผิวธรรมดาไปจนถึงสาวผิวมัน รวมทั้งสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องสิวฝ้า เพราะเนื้อครีมซึมเข้าสู่ผิวเร็ว ทำให้ไม่เหนียวเหนอะหนะ และที่สำคัญคือไม่มีน้ำหอม ราคาอยู่ที่ 140 บาท สามารถหาซื้อตามท้องตลาดทั่วไป

2. ครีมบำรุงผิวแตงกวาผสมวิตามินอี สมุนไพรอภัยภูเบศร์

ครีมแบรนด์ไทย

แบรนด์เดิมเพิ่มเติมคือเป็นอีกเวอร์ชั่น เพราะได้ผสมสารสกัดจากแตงกวา และสารต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างเช่นวิตามินอี ที่ช่วยในการช่วยบำรุงฟื้นฟูผิวให้มีสุขภาพดี ตัวนี้เหมาะกับสาวผิวธรรมดาถึงสาวผิวมันเช่นกัน แต่สำหรับสาวผิวแห้งถึงควรใช้เป็นครีมแตงกวาพลัสจะดีกว่า เพราะจะมีการเพิ่มสารสกัดจากน้ำมันรำข้าว ที่จะไปเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังได้มากกว่า ซึ่งเหมาะสำหรับคนผิวแห้งมากๆ ราคาอยู่ที่ 245 บาท

3. BURNOVA GEL PLUS

ครีมแบรนด์ไทย

สำหรับสาวๆ ผิวแพ้ง่าย เกิดรอยแดง เป็นผื่นคันง่าย หรือมีปัญหาสิวเป็นประจำ ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีมากๆ เพราะได้สารสกัดว่านหางจระเข้ สารสกัดใบบัวบก และแตงกวา ที่จะไปช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และช่วยให้ชุ่มชื้นหลังจากที่โดนแดดจัดๆ ไม่มีกลิ่นน้ำหอมเช่นกัน โดยเนื้อเจลจะมีความใส และซึมเข้าสู่ผิวได้เร็วมาก โดยทั้งนี้สามารถใช้ได้ทั้งผิวหน้า และผิวกาย ราคาอยู่ที่ 45-200 บาท ตามขนาด

4. ว่านหางจระเข้ 100% เขาค้อทะเลภู

ครีมแบรนด์ไทย

มากับว่านหางจระเข้แท้ 100% ที่ใช้ทั้งน้ำและเนื้อว่าน เพื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวที่ต้องออกไปเผชิญกับแสงแดด หรือคนที่ต้องอยู่ในห้องปรับอากาศทั้งวัน แถมยังช่วยชะลอริ้วรอย ลดจุดด่างดำให้จางลง และยังรักษาแผลพุพองตามร่างกายได้อีก โดยเนื้อครีมจะเป็นน้ำที่มาพร้อมเนื้อว่านหางจระเข้สดๆ ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น เมื่อทาแล้วผิวจะรู้สึกชุ่มชื้นขึ้นทันที ราคาอยู่ที่ 39 บาท สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ

5. น้ำมันมะพร้าวธรรมชาติ 100% สกัดเย็น ตราฟาร์มดี

ครีมแบรนด์ไทย

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่ใครๆ ก็รู้จัก และเราก็รู้กันดีว่าน้ำมันมะพร้าวมีคุณค่าทางอาหารและประโยชน์มากมายกับร่างกาย เพราะมีสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ แถมยังเต็มไปด้วยวิตามินอีและไขมันดีซึ่งร่างกายต้องการ และน้ำมันมะพร้าวจะมีโมเลกุลที่เล็ก ซึ่งสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้เร็วมาก ทำให้สามารถใช้เป็นคลีนซิ่ง ที่ใช้ทำความสะอาดได้เป็นอย่างดี น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์กับผิวหน้าคือ จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นเปล่งประกาย ลดความหมองคล้ำบนใบหน้า ซึ่งคนผิวมันก็ใช้ได้ เพราะไม่ทำให้อุดตัน เนื่องจากเป็นสารสกัดจากธรรมชาติแท้ ราคาอยู่ที่ประมาณ 89 บาท สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ

6. ครีมหยดน้ำบำรุงผิวหน้าสารสกัดจากฝักข้าว จากโครงการหลวง

ครีมแบรนด์ไทย

แบรนด์เครื่องสำอางที่เป็นสมุนไพร จากโครงการหลวง โดยวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตจะมาจากโครงการพืชสมุนไพรที่มาจากโครงการหลวง โดยจะรับซื้อสมุนไพรในท้องถิ่นที่ชาวเขาได้เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้การผลิตจะผ่านการวิจัยและการทดลองนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างแน่นอน และมั่นใจได้เลยว่าจะไม่เกิดอาการแพ้.ทำให้สามารถการันตีถึงคุณภาพและความปลอดภัยได้เลยว่าดีแน่นอน โดยครีมหยดน้ำตัวนี้เต็มไปด้วยสารบำรุงจากผลฟักข้าว ซึ่งมีประโยชน์ที่ช่วยลดริ้วรอย ทำให้ผิวไม่แห้งกร้าน และยังช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใสดูเป็นธรรมชาติ ราคาอยู่ที่ 499 บาท

7. เซรั่มบำรุงผิวหน้าฟักข้าว และเซรั่มบำรุงผิวหน้าคาเทชินจากใบชาเมี่ยง จากโครงการหลวง

ครีมแบรนด์ไทย

ปิดท้ายด้วยอีกผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง โดยเซรั่มบำรุงผิวหน้าทั้งคู่นี้เป็นสินค้าใหม่จากโครงการหลวง โดยเซรั่มบำรุงผิวหน้าฟักข้าว จะเต็มไปด้วยไลโคปีน และเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีความสามารถในการช่วยสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ให้ผิวหน้าแข็งแรง ช่วยให้ริ้วรอยจางหายไป ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิวหน้า ราคาอยู่ที่ 599 บาท

ครีมแบรนด์ไทย

ส่วนเซรั่มบำรุงผิวหน้าคาเทชินจากใบชาเมี่ยง จะมีส่วนช่วยในการกระชับรูขุมขน ช่วยลดการสร้างเม็ดสีในผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า รอยด่างดำ และความหมองคล้ำ โดยเนื้อเซรั่มจะมีความบางเบา ที่สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือทั้งคู่จะไม่มีกลิ่นน้ำหอม ราคาอยู่ที่ 799 บาท ซึ่งถ้าใช้ทั้ง 2 ตัวนี้คู่กันไปแล้ว รับรองว่าปังแน่นอน


ครีมขมิ้นทาหน้า ครีมทาหน้า ที่ใช้ “ขมิ้น”

ครีมแบรนด์ไทย

ครีมขมิ้นทาหน้า : ขมิ้นคือสมุนไพรไทยที่มีมาหลายยุคหลายสมัย มีสรรพคุณมากมายที่จะช่วยทำให้ผิวหน้าสดใส ผิวดูมีชีวิตชีวา ไม่มีจุดด่างดำ มีน้ำมีนวล ผุดผ่องกระจ่างใส และนี่คือ สูตรและวิธีการทำครีมหน้าขาวจากขมิ้น เอาไว้พอกหน้าพอกตัว และยังช่วยบำรุงทำให้ผิวพรรณสวย ผ่องใส สุขภาพผิวดี ด้วยพืชสมุนไพรสดจากธรรมชาติ 100%

ส่วนผสมของ ครีมขมิ้นทาหน้า ที่ใช้พอกหน้า “ขมิ้น” ผิวหน้าสดใส ผิวดูมีชีวิตชีวา ไม่มีจุดด่างดำ มีน้ำมีนวล ผุดผ่องกระจ่างใส ด้วยขมิ้น ประกอบด้วย

  • ขมิ้นสด 1 กำมือ
  • ดินสอพอง 4 เม็ด
  • มะนาว 1 ลูก
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำครีมพอกหน้าด้วย “ขมิ้น”

ครีมแบรนด์ไทย

  • นำขมิ้น มาล้างน้ำให้สะอาด หลังจากนั้นให้หั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำเข้าไปในเครื่องปั่นผลไม้ น้ำมะนาวและน้ำผึ้ง จากนั้นใส่ดินสอพอง จนเนื้อทั้งหมดละเอียดรวมกันเป็นจนมีความข้นและเหนียว
  • ล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าธรรมดา ไม่ต้องใช้สบู่ใดๆ หรืออะไรใดๆทั้งสิ้น จากนั้นซับผิวหน้าให้แห้ง
  • นำส่วนผสมครีมพอกหน้า “ขมิ้น” ที่ได้มาพอกลงบนใบหน้าทั้งหมด เว้นรอบดวงตาไว้ เว้นรอบริมฝีปาก พอกให้ทั่วใบหน้ารวมถึงลำคอด้วย จากนั้นปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ให้ตัวขมิ้นแทรกซึมเข้าไปในรูขุมขน รอให้ครีมขมิ้นทำงาน เป็นเวลาประมาณ 15 นาที จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น และตามด้วยน้ำเย็น ซับใบหน้าให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง
  • ควรพอกหน้าสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยสูตรนี้สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว สิ่งสำคัญคือ ซับเบาๆ ไม่หน้าถูหน้าแรงๆ เพราะจะทำให้หน้าย่นได้ไวขึ้น

เคล็ดลับในการเลือกใช้สมุนไพรพอกหน้า สำหรับคนที่มีผิวหน้ามัน

ครีมแบรนด์ไทย

เลือกที่มีส่วนผสมของผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งจะมีความเป็นกรด แต่ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มาก ควรใช้เพียงเล็กน้อยจะได้ผลดีกว่า และต้องดูให้ดีด้วยว่าเป็นผลไม้ชนิดใด เปรี้ยวมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่าง เช่น หากใช้น้ำมะนาวอยู่ในส่วนผสม ใช้เพียง 2 หยด ก็พอต่อปริมาณน้ำครึ่งแก้ว ถ้าใช้มะขามเปียกหรือผลไม้ที่เปรี้ยวไม่มาก สามารถใช้ในปริมาณที่มากขึ้นมาได้

ห้ามใช้น้ำมันมะกอกหรือไข่แดงผสมใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวหน้ามันมากขึ้น แต่ก็สามารถใช้ไข่ขาวโดยแนะนำให้เป็นไข่ไก่ มาผสมปนเข้ากับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ได้

สำหรับคนที่หน้ามันแล้วอยากทำความสะอาดผิว ให้นำแตงกวามาหั่นเป็นแว่นๆ จากนั้นมาแปะลงไปที่ผิวหน้าก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้หน้าสะอาดได้ดีมาก โดยให้ใช้แตงกวาสดๆ หรือไม่ก็นำแตงกวาที่ปั่นแล้วมาพอกหน้าก็ได้ผลดีเช่นกัน เพราะเอนไซม์ที่มีอยู่ในเนื้อแตงกวาจะช่วยชำระทำความสะอาดให้ผิวหน้าสำหรับคนที่มีผิวมันให้เกลี้ยงเกลามากยิ่งขึ้น รวมทั้งทำลายเซลล์ที่ตายไปแล้วออกมาในรูปแบบของขี้ไคล ซึ่งก็จะทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสเปล่งปลั่งนวลเนียนมากขึ้น

เคล็ดลับในการเลือกใช้สมุนไพรพอกหน้า สำหรับคนที่มีผิวหน้าแห้ง

ครีมแบรนด์ไทย

ห้ามนำแตงกวาสดมาใช้ในคนที่มีผิวหน้าแห้งโดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้ผิวหน้าที่แห้งอยู่แล้ว แห้งหนักขึ้นไปอีก แนะนำให้หันไปใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ ที่ไม่สร้างอันตรายให้ผิวแห้งทั้งหลายจะดีกว่า ซึ่งก็มีอยู่มากมายหลายชนิดทีเดียว

ห้ามใช้ผลไม้หรือสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวมากหรือมีกรดมากมาใช้ เพราะจะไม่ถูกกันกับผิวแห้ง แต่ถ้าหากเป็นผลไม้หรือสมุนไพรที่มีกรดอ่อนๆ ก็ไม่เป็นไร อย่างเช่น ส้มเขียวหวาน ส้มเช้ง ฝรั่ง เป็นต้น เพราะรสเปรี้ยวหรือความเป็นกรดมีอยู่น้อยกว่าชนิดอื่นมาก

สำหรับผู้คนที่มีผิวหน้าแห้ง ถ้าหากเอาผลไม้หรือสมุนไพรที่มีกรดน้อยมาใช้เป็นส่วนผสมในการพอกผิวหน้า ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ และต้องใช้เวลาในการพอกหน้าไม่นานจนเกินไป พอกสัก 10 นาทีก็พอแล้ว

สำหรับผู้คนที่มีผิวหน้าแห้ง ถ้าหากเอาไข่แดงที่มาจากไข่ไก่มาเป็นส่วนผสมของสมุนไพรพอกหน้าแล้วจะให้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆ เพราะทำให้ผิวหน้ามีความชุ่มชื่นขึ้นได้ แต่ก็ระวังว่าอย่านำเอาไข่ขาวมาผสม เพราะผลลัพธ์จะแตกต่างออกไปแน่นอน


ครีมทองคำ : จริงหรือไม่ที่ครีมผสมทองคำช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึงขึ้น

ครีมแบรนด์ไทย

ครีมทองคำ ในส่วนของทองคำเป็นอัญมณีล้ำค่าที่มีมาตั้งแต่อดีต โดยมนุษย์ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับอัญมณีที่มีมูลค่าและหายากมาสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสุขภาพร่างกายและความงามในตนเองเสมอ และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือครีมทาผิวที่มีส่วนผสมของทองคำได้ออกสู่ตลาดโลกในหลายรูปแบบ มาทั้งแบบครีมทาผิว แบบครีมพอกหน้า รวมทั้งแผ่นทองคำเปลวบริสุทธิ์ 24 K ซึ่งใช้เฉพาะการพอกหน้า

การนำทองคำมาใช้กับอาหารและเครื่องดื่ม

ครีมแบรนด์ไทย

จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้มีการพบว่าทองคำบริสุทธิ์ จะไม่สามารถสร้างปฏิกิริยากับสารเคมีใดๆ หรือต่อเซลล์ของร่างกายได้เลย แสดงว่าจะไม่ก่อให้เกิดความอันตรายหรืออาการข้างเคียงภายหลังแน่นอน โดยสหภาพยุโรปได้รับรองและได้อนุญาตให้ทองคำ เป็นสารเติมแต่งที่ผสมในอาหารได้ ในประเทศเยอรมนีและประเทศแถบยุโรปหลายประเทศ ได้มีการนำแผ่นทองคำเปลวหรือในรูปของผงบดละเอียด มาประยุกต์ใช้ผสมในการตกแต่งอาหาร รวมทั้งได้ผสมในเครื่องดื่มยี่ห้อเก่าแก่มานานในยุโรป

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จัดอยู่ในประเภทเครื่องดื่มสุขภาพที่มีราคาแพงจัด และในประเทศบาหลี ได้มีการนำทองคำบริสุทธิ์มาผสมในการทำขนมหวาน ซึ่งอย่างไรก็ตามเนื่องจากทองคำมีคุณสมบัติเฉื่อยช้า จึงทำให้ไม่มีปฏิกิริยากับกระบวนการทำงานและอวัยวะในร่างกายใดๆ นั่นแปลว่าทองคำบริสุทธิ์จะไม่มีรสชาติ แถมยังไม่มีคุณค่าทางอาหาร สุดท้ายก็จะถูกขับออกจากร่างกาย โดยที่ยังอยู่ในสภาพเดิม

การนำมาใช้ในวงการแพทย์

ความเชื่อของคนสมัยก่อนเชื่อว่าทองคำมีความสามารถในการสมานโรค ซึ่งช่วยให้สุขภาพกายดีขึ้น ในทางการแพทย์ได้มีการทดลองนำแร่ทองคำบริสุทธิ์มาเตรียมให้อยู่ในรูปแบบของเกลือ จากนั้นได้พบว่าสารดังกล่าวมีฤทธิ์ความสามารถในการต้านอาการอับเสบ และอาการบวมช้ำของโรคเก๊าท์ ซึ่งที่กล่าวมาได้มีการทดลองนำมารักษาโรคดังกล่าวตั้งแต่ 80 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังเชื่อว่าทองคำบริสุทธิ์มีความสามารถในการต้านสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากข้อกระดูกอักเสบ

ซึ่งทำให้สามารถบรรเทาลดความเจ็บปวดและอาการบวมช้ำได้ดี ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การฉีดทองคำในรูปแบบของเกลือจะก่อให้เกิดความอันตรายข้างเคียงในการยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวได้ แถมยังมีผลกระทบที่จะไปสะสมในตับและสะสมในไตอีกด้วย ดังนั้นผู้ที่ได้รับการรักษาโรคนี้จึงได้รับการตรวจเช็กเลือดอย่างสม่ำเสมอ

ประยุกต์ใช้กับเครื่องสำอางสำหรับลดริ้วรอยที่เหี่ยวย่น

ครีมแบรนด์ไทย

จากการที่แพทย์ได้ค้นพบว่า ทองคำสามารถต้านสารอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดีและยังส่งผลให้เกิดกลไกการทำงานในการต้านอาการอักเสบของข้อกระดูกในโรคเก๊าท์เป็นไปด้วยดี ทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่ชำนาญในเครื่องสำอางมีความเชื่อว่ากลไกที่เหมือนกันนี้ ทองคำน่าจะมีประสิทธิภาพต้านสารอนุมูลอิสระในผิวหนังและสามารถต้านอาการอักเสบของผิวหนังที่มาจากการรับรังสียูวีได้ จึงได้มีการนำทองคำมาประยุกต์ใช้ผสมกับเครื่องสำอางที่มียี่ห้องและราคาแพง ในรูปแบบต่างๆ เพื่อประโยชน์ของครีม กับในการยืดอายุผิวให้เต่งตึงนานๆ และช่วยลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีการพิสูจน์ที่ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ว่าประสิทธิภาพการชะลออายุผิวของทองคำเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ จะคุ้มค่าตามราคาหรือไม่

ผลเสียและอาการข้างเคียง

ครีมแบรนด์ไทย

อย่างที่บอกว่า ครีมทองคำ ที่เป็นแร่ทองคำบริสุทธิ์จะไม่เป็นพิษและไม่ระคายเคืองต่อเซลล์ในร่างกาย แต่ถ้าแร่ทองคำได้มีเปลี่ยนแปลงทางเคมีจนไปอยู่ในรูปของเกลือ จะทำให้สร้างอันตรายต่อไต ต่อตับ และยังยับยั้งการสร้างเม็ดเลือดอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการพบว่าแร่ทองคำยังทำให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังและระคายเคืองผิวหนังได้


ประโยชน์ของ ครีมหอยทาก ที่คุณควรรู้ก่อนทำการเลือกซื้อ

ครีมแบรนด์ไทย

ประโยชน์ของ ครีมหอยทาก ที่คุณควรรู้ก่อนทำการเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์เสริมความงามและครีมหน้าขาวหลากหลายยี่ห้อได้ใช้ “เมือกหอยทาก” มาเป็นส่วนประกอบที่ใช้เป็นจุดขายให้กับแบรนด์ของตัวเอง แน่นอนว่าจะทำให้สาวๆ หรือผู้ใช้หลายคนเริ่มเกิดความสงสัยที่ว่า “เมือกหอยทากมันมีดีอะไร ทำไมหลายๆ แบรนด์ต้องนำมาเป็นส่วนผสมของครีมบำรุงผิวและครีมหน้าขาว แล้วมันจะมีอันตรายต่อผิวพรรณใบหน้าหรือเปล่า?”

คำตอบวันนี้มีอยู่ที่นี่แล้วไปดูกัน โดยบทความในวันนี้เราจะไม่ได้ระบุเน้นแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง โดยจะเป็นการให้ความรู้มากกว่า ซึ่งก็จะมาเจาะลึกกันว่า ครีมหอยทาก มีที่มาอย่างไรมาจากไหน มีประสิทธิภาพความสามารถในการบำรุงผิวพรรณมากแค่ไหน และมีผลตอบรับกับครีมหน้าขาวชนิดนี้อย่างไรบ้าง

ความเป็นมาของการใช้เมือกหอยทากสำหรับการเสริมความงาม

ประเทศชิลีเป็นประเทศแรกที่มีการค้นพบว่าเมือกหอยทากสามารถนำมาใช้ในการช่วยบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี ความเป็นมาก็มาจากคนงานในฟาร์มที่เลี้ยงหอยทาก ซึ่งมีหน้าที่ในการขนหอยทากไปให้กับร้านอาหารฝรั่งเศสเป็นประจำทุกวัน กลับมีผิวมือที่นุ่มนวลน่าสัมผัส แถมบาดแผลที่มือที่เกิดจากอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ ก็สามารถหายได้อย่างรวดเร็วมากกว่าเดิม จึงทำให้นักวิจัยเกิดความสงสัยและได้ตกลงวิจัยหาสรรพคุณของสารในเมือกของหอยทากขึ้นมานั่นเอง

เมือกหอยทากช่วยบำรุงผิวพรรณได้อย่างไร

ครีมแบรนด์ไทย

เมือกหอยทาก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Helix Aspersa Miller Glycoconjugates ซึ่งจากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทำให้พบว่าผิวของหอยทากและมนุษย์ได้มีองค์ประกอบที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก เพราะแม้แต่ปริมาณของคอลลาเจนและอีลาสตินเองก็มีปริมาณเกือบจะเท่ากัน

เมือกของหอยทาก ที่เราได้นำมาทำการสกัดลงเป็นส่วนประกอบใน ครีมหอยทาก ก็เป็นชนิดเดียวกับเมือกคราบขาวๆ ที่เราเห็นอยู่บนทางที่หอยทากได้เดินผ่านไป ซึ่งเจ้าเมือกของหอยทากนี้จะช่วยปกป้องส่วนท้องและส่วนที่สัมผัสพื้น ในขณะที่หอยทากกำลังเดินนั่นเอง

เมื่อหอยทากไปเจอสภาวะอาจเกิดอันตราย หอยทากจะทำการผลิตเมือกที่ผิวออกมา ซึ่งในเมือกของหอยทากจะเต็มไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ สารต่อต้านการอักเสบของร่างกาย สารปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย เปปไทด์ เอนไซม์และสารที่ติดต่อกับเซลล์ผิว และคุณสมบัติคร่าวๆ ของเมือกหอยทากที่ช่วยในการบำรุงผิว ดังต่อไปนี้

Allantoin นี่เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านของการอักเสบและการระคายเคืองของผิว นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มจำนวนของน้ำให้กับเซลล์ผิว ซึ่งทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้เต่งตึงขึ้น และช่วยลดริ้วรอยได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยเร่งกระบวนการในการผลัดเซลล์ผิวใหม่ และช่วยควบคุมความมันของใบหน้า

Gluconic Acid เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการช่วยขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพหรือเซลล์ที่ตายแล้ว และช่วยควบคุมความมันของผิว

Collagen และ Elastin เป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยในการที่จะทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น เปล่งประกาย มีน้ำมีนวล มีความเต่งตึง และช่วยในเรื่องความยืดหยุ่นของผิวให้กระชับขึ้นด้วย

Protein เป็นสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยเป็นอาหารให้กับผิว และยังช่วยปรับสภาพผิวให้มีความกระจ่างใสมากยิ่งขึ้น

Vitamin A, C, E วิตามินทั้งหลายจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย

AHA เป็นสารที่ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมหรือตายแล้ว และยังช่วยควบคุมความมันของผิว


อ้างอิง

7 Benefits Of Turmeric For Your Skin & How To Use It : https://skinkraft.com/blogs/articles/benefits-of-turmeric-for-glowing-skin

Why gold is good for your skin : https://www.mecca.com.au/the-mecca-memo/the-in-tray/gold-trend.html

Why Snail Skin Care Rocks : https://greatist.com/health/snail-skin-care

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ที่คุณต้องใช้แบบทนทานในหน้าฝนนี้

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ที่คุณต้องใช้แบบทนทานในหน้าฝนนี้

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ที่คุณต้องใช้แบบทนทานในหน้าฝนนี้ เพราะการเลือกใช้เครื่องสำอางเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ถ้าใครที่ใช้เครื่องสำอางไม่เป็น แน่นอนว่าถ้าโดนฝนแล้วละลายลงมาตามหน้าแน่นอน แทนที่จะสวย กลับกลายเป็นสะพรึงเสียได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาอธิบายถึง 6 เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ที่สาวๆ ต้องเลือกใช้แบบติดทนเสียหน่อย ซึ่งรับรองได้ว่าเป็นประโยชน์กับทุกคนแน่นอน  

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

1. รองพื้น

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ ตัวแรกก็คือการเลือกรองพื้น ควรใช้รองพื้นชนิดเนื้อครีม เพราะชนิดเนื้อครีมจะมีน้ำมันที่เป็นส่วนผสมเสียส่วนมาก ซึ่งทำให้ฝนและเหงื่อไม่สามารถมาทำอะไรได้ และยังไม่ทำให้รองพื้นของเราหลุดไหลลงไป หลังจากทำความสะอาดผิวหน้าอีกด้วย ซึ่งการใช้งานก็คือ ทาครีมบำรุงผิวสำหรับเพิ่มความชุ่มชื้นไปที่ใบหน้าและลำคอ จากนั้นแตะรองพื้นชนิดเนื้อครีม มาแต้มลงบนใบหน้า จากนั้นก็เกลี่ยเนื้อรองพื้นให้กระจายไปทั่วทั้งใบหน้า

2. แป้งพัฟกันน้ำ

แน่นอนว่าหน้าฝนแบบนี้ การทาแป้งพัฟก็ควรเลือกชนิดแบบกันน้ำ เพราะถ้าหากเราออกไปข้างนอกแล้วไปเจอฝนพอดี ทำให้ตัวเปียก ใบหน้าเปียก ตัวแป้งนี้ก็จะช่วยคุม ทำให้ไม่มีคราบอะไรไหลลงมาแน่นอน ทำให้มั่นใจได้เลยว่ายังไงก็สวยปังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเปียกฝนแค่นั้นเอง

3. อายแชโดว์

การเลือกอายแชโดว์ ควรเลือกอายแชโดว์ชนิดที่เป็นเนื้อครีม เพราะสามารถกันน้ำได้ดีมาก ควรหลีกเลี่ยงอายชาโดว์แบบเนื้อฝุ่น เพราะจะทำให้เมื่อเวลาโดนฝนแล้ว คราบอายแชโดว์จะไหลลงมาเป็นทาง นอกจากจะทำให้ดูไม่สวยแล้ว ยังทำให้ดูน่ากลัวอีกด้วย ดังนั้นการเลือกอายแชโดว์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ

4. มาสคาร่า

การใช้มาสคาร่าควรเลือกใช้ชนิดที่กันน้ำได้ และใช้ปัดบริเวณขนตาให้งอนแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว และไม่ควรติดขนตาปลอมหนาๆ เพราะถ้าโดนฝนแล้วโอกาสที่จะหลุดออกไปตามฝนมีอยู่สูงมาก ให้ใช้มาสคาร่าปัดแทน และควรเลือกมาสคาร่าที่สามารถกันน้ำได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีขายอยู่เยอะมาก

5. บลัชออน

การเลือกใช้บลัชออน ควรเลือกใช้บลัชออนที่เป็นชนิดครีม ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถกันน้ำได้ เหมือนกันกับอายแชโดว์และตัวรองพื้น เพราะเครื่องสำอางชนิดเนื้อครีม จะสามารถติดทนได้นานทั้งวัน โดยเราสามารถใช้บลัชออนชนิดครีมที่มีสีสวยๆ ตามใจเราได้เลย แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นชนิดครีมนะ

6. ลิปสติก

การเลือกใช้ลิปสติกนั้นไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้อะไร เพราะเราสามารถใช้ลิปสติกเนื้อใดก็ได้ แต่เราก็ควรจะเลือกลิปสติกที่มีคุณสมบัติสามารถติดทนได้นานจะดีกว่า ถ้าเราไม่มั่นใจว่า ลิปสติกที่ใช้อยู่ติดทนนานหรือไม่ อาจจะใช้ลิปดินสอกรีดปากไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยใช้ลิปสติกของเราแทน แล้วใช้ทิชชูซับหรือตบด้วยแป้งนิดหน่อย เพื่อที่จะสร้างความติดทนนานให้กับลิปสติกได้


10 มาสคาร่ายี่ห้อไหนดี แถมราคาไม่แพงและปัดแล้วขนตาดูสวยแพรวพราว

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นอกจาก เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ เชื่อว่าอีกหนึ่งที่เป็นปัญหาของสาวๆ นั่นก็คือ การตามหามาสคาร่าที่ถูกใจเนี่ย มันหายากเสียเหลือเกิน เพราะไม่ว่าจะไปหาซื้อที่ไหนก็ยังไม่เจอมาสคาร่าที่ถูกใจสักที จนเกือบจะเลิกใช้ไปแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนเป็นผู้หญิงอย่าเพิ่งหยุดสวย เพราะวันนี้เรามี 10 มาสคาร่ายี่ห้อไหนดี แถมราคาไม่แพงและปัดแล้วขนตาดูสวยแพรวพราวแน่นอน มาฝากกัน ซึ่งรับรองได้เลยว่า ถ้าใครได้อ่านแล้วอาจจะเจอมาสคาร่าที่ถูกใจแน่นอน

1. MISTINE PRO LONG BIGEYE

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าแบรนด์ไทย ตัวนี้มีคุณภาพที่ดีมาก แถมยังมีราคาที่ถูก เพราะเมื่อปัดขนตาแล้วจะทำให้ขนตามีความหนา และทำให้ยาว ได้โดยไม่ต้องพึ่งที่ดัดขนตาเลย แถมยังทำให้ดูเป็นธรรมชาติอีกด้วย ตัวมาสคาร่าไม่เป็นก้อน สามารถเรียงเส้นบนขนตาได้ดีมาก เหมาะสำหรับการแต่งหน้าในวันที่สบาย ตัวมาสคาร่าสามารถเช็ดออกได้ง่าย ราคาอยู่ที่ 89 บาท 

2. RIMMEL LONDON 24 HR SUPER CURLER MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าตัวนี้เป็นมาสคาร่าสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นสูตร Super Curler ที่เหมาะกับสาวๆ ที่มีขนตายาวแต่ไม่งอน ทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยมีขนตา โดยตัวนี้จะทำให้ขนตางอนได้ดีมาก ซึ่งใครที่ใช้ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำให้ขนตางอนได้จริงและติดทนได้นานด้วย ราคาอยู่ที่ 170 บาท

3. MAYBELLINE THE FALSIES VOLUM’ EXPRESS WATERPROOF

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นี่ถือเป็นตำนานมาสคาร่าสีม่วงเมย์เบลลีนเลยทีเดียว เพราะสามารถใช้ปัดขนตาได้ดี หัวแปรงตัวนี้เป็นรูปโค้งงอน ซึ่งรองรับกับขนตาได้เป็นอย่างดี แถมยังกันน้ำเข้าได้อีกด้วย ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าขนตาจะละลายออกมาแน่นอน ราคาอยู่ที่ 249 บาท

4. Lilybyred AM9 To PM9 Survival Colorcara

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าแบรนด์เกาหลีที่ขึ้นชื่อเรื่องความติดทนทั้งวันทั้งคืนเหมือนชื่อรุ่น ครองใจสาวๆ ได้ เพราะตัวนี้สามารถใช้งานได้ดีมาก ด้วยหัวแปรงรูปทรงนาฬิกาทรายจึงสามารถเลือกสไตล์การปัดขนตาให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นปัดเพื่อเพิ่มความยาว หรือเพิ่มความหนาฟู ที่สำคัญเนื้อมาสคาร่าแห้งไว จึงไม่ทำให้เลอะขอบตาเวลากะพริบ ราคาอยู่ที่ 299 บาท

5. CLINIQUE CHUBBY LASH FATTENING MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มากับแบรนด์นี้ที่มีหัวแปรงที่ใหญ่มาก แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เลอะง่าย เพราะสามารถทำให้ขนตาที่สั้นบางของเราดูหนาเข้มได้ในทันที ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เราดูดีมีเสน่ห์ขึ้นมา และนอกจากนั้นยังช่วยดัดขนตาให้งอนขึ้นได้อีกด้วย และระหว่างวันมาสคาร่าตัวนี้ก็ไม่เยิ้มหยดด้วย ราคาอยู่ที่ 700 บาท

6. URBAN DECAY PERVERSION MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มากับแบรนด์นี้ที่ไม่ทำให้ใครผิดหวังแน่นอน เพราะมีเนื้อมาสคาร่าที่หนานุ่มมาก ซึ่งทำให้เวลาปัดมาสคาร่าแล้วตัวมาสคาร่าจะไปติดกับขนตาเราได้ดีมาก เมื่อปัดแล้วจะรู้สึกเบาดีที่หนังตา ไม่รู้สึกหนักจนเกินไป แถมยังเซ็ตตัวได้ไวอีกด้วย ราคา 900 บาท

7. BENEFIT THEY’RE REAL MASCARA 

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นี่คือมาสคาร่าที่เอาใจสาวๆ ขนตาสั้น เพราะหัวแปรงตัวนี้สามารถทำให้ขนตาที่สั้นยาวขึ้นได้ แถมหลังจากปัดแล้วมาสคาร่าที่ขนตายังไม่ติดเป็นก้อนอีกด้วย แต่ถึงแม้จะไม่ใช่สูตรกันน้ำ แต่ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ดีในระดับหนึ่งเลยล่ะ ราคาอยู่ที่ 920 บาท

8. NARS AUDACIOUS MASCARA 

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าตัวนี้มากับตัวบรรจุภัณฑ์ที่ดูหรูหรามาก ซึ่งก็เป็นธรรมดาของ NARS อยู่แล้ว โดยหัวแปรงของมาสคาร่าตัวนี้จะพิเศษกว่าตัวอื่นๆ เพราะมีรูปร่างคล้ายห่วงตะขอ ซึ่งทำให้ปัดแล้วเนื้อมาสคาร่าสามารถเข้าถึงขนตาได้ครบทุกเส้น โดยเนื้อมาสคาร่าของตัวนี้จะเหมาะกับสาวๆ ขนตาสั้น เพราะแค่ปัดเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ขนตายาวขึ้นได้ทันที ราคาอยู่ที่ 1,080 บาท

9. LANCOME GRANDIOSE SMUDGEPROOF MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

มาสคาร่าตัวนี้เหมาะกับรูปตาทุกแบบเลย เมื่อปัดแล้วทำให้ขนตายาว ดำหนา และยังช่วยให้ตาดูคม ดูเซ็กซี่มากขึ้น โดยตัวนี้เป็นมาสคาร่าสูตรกันเหงื่อ แต่ก็สามารถล้างด้วยน้ำอุ่นได้ง่าย ราคาแพงหน่อยแต่ใช้งานได้ดีแบบนี้ ก็ต้องยอมเขาแหละ ราคาอยู่ที่ 1,300 บาท

10. TOO FACED BETTER THAN SEX MASCARA

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

เป็นมาสคาร่าที่มีชื่อจัดจ้านมาก ซึ่งมาสคาร่าตัวนี้ก็มีความสามารถที่ทำให้ดูเซ็กซี่ขึ้นมาแน่นอน เพราะให้ขนตาที่สามารถเรียงเส้นได้ดี และยังสามารถเพิ่มความดำให้ขนตาได้อีกด้วย แต่ก็ไม่ติดเป็นก้อนหนา ไม่หลุด ไม่ละลาย ซึ่งถ้าทุนถึงก็ใช้ตัวนี้เลย รับรองไม่ผิดหวัง ราคาอยู่ที่ 1,090 บาท


10 อายแชโดว์ยี่ห้อไหนดี ราคาสบายกระเป๋า แต่คุณภาพคับตลับใช้ดีสุดๆ

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

การที่จะหาอายแชโดว์ที่ถูกใจสักอัน คงคล้ายๆ งมเข็มในมหาสมุทร หาเท่าไรก็ไม่เจอ ยิ่งอยากได้แบบราคาประหยัดด้วย ยิ่งหาไม่เจอไปใหญ่ วันนี้เราจึง10 อายแชโดว์ยี่ห้อไหนดี ราคาสบายกระเป๋า แต่คุณภาพคับตลับใช้ดีสุดๆ มาให้สาวๆ ได้ตัดสินใจเลือกใช้กัน จะได้ไม่ต้องมางมอะไรกันอีก มาดูกันเลย 

1. Maybelline EYESTUDIO COLOR TATTOO EYESHADOW

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นี่เป็นอายแชโดว์สูตรครีมแบบเนื้อเจล จากเมอเบอร์ลีน นิวยอร์ก ซึ่งแน่นอนว่าทาออกมาแล้ว สีสันจะติดทนชัดตลอดวันแน่นอน และตัวนี้เราสามารถใช้แทนอายไพร์เมอร์ได้เลย เหมาะมากๆ สำหรับวันที่เร่งรีบ แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าเกลี่ยไม่ดี จะกลายเป็นคราบได้ง่าย เพราะตัวนี้แห้งไวมาก แห้งชนิดแบบใช้แล้วต้องรีบปิดฝาเลย ราคาอยู่ที่ 299 บาท

2. Catrice The Fresh Nude Collection Eyeshadow

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

แบรนด์ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยอย่าง Catrice จากประเทศเยอรมนี แบรนด์ที่ราคาสบายกระเป๋าและคุณภาพน่าคบหา อายแชโดว์ตัวนี้เหมาะสำหรับคนที่เริ่มหัดแต่งตา เพราะเป็นสีโทนนู้ดที่เหมาะกับทุกสีผิว ใช้แต่งตาได้หลากหลายโอกาส มีเนื้อสีที่ชัด ติดทนดี มีเนื้อเป็นสีออกสีมุก สามารถแต่งได้ทุกวันแน่นอน ราคาอยู่ที่ 255 บาทเท่านั้น 

3. Peripera Ink Pocket Shadow

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

Peripera ใช้แล้วสวยเหมือนสาวเกาหลีกันแน่นอน ใครที่ชอบการแต่งตาแบบวิบวับเป็นประกายละก็ต้องไม่พลาดตัวนี้ เพราะมีเนื้อชิมเมอร์ที่ชัดมาก และมีทั้งอายแชโดว์เนื้อแมตต์และเนื้อชิมเมอร์ และยังจับคู่โทนสีมาให้เรียบร้อยแล้วด้วย เหมาะกับการใช้งานได้ทุกวัน เพราะจะทำให้ตาดูสวย แถมตลับยังเล็กสามารถพกพาไปเติมระหว่างวันหรือเติมตอนเย็นก็ได้ ราคาอยู่ที่ 550 บาท

4. L’OREAL PARIS COLOR RICHE LES OMBRE

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

อายแชโดว์ของ L’oreal เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สาวๆ ชาวไทยนิยมกันตลอดมา และรุ่นล่าสุดอย่างตัวนี้ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งไอเทม ที่ควรค่าแก่การครอบครองเป็นอย่างมาก เพราะให้สีที่ชัด และยังติดทนตลอดวัน ตัวตลับมีความแน่นหนา แต่ระวังตอนทหน่อย เพราะอาจจะมีร่วงเป็นผงลงไปบ้างบ้าง ราคาอยู่ที่ 499 บาท

5. SLEEK I-DIVINE EYESHADOW PALETTE

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

แน่นอนว่าแบรนด์นี้สามารถครองใจสาวไทยได้ดีมาก โดยตัวนี้เป็นเครื่องสำอาง สัญชาติอังกฤษ สำหรับอายแชโดว์ที่ขึ้นชื่อมากๆ ก็จะเป็นในรูปแบบของพาเลท โดยในหนึ่งตลับจะมีสีให้เลือกถึง 12 สี และแต่ละพาเลทก็จะมีการจับคู่ตัวสี หรือเนื้อสีมาไว้แล้ว และบางพาเลทก็มาเป็นโทนสีน้ำตาล บ้างก็สีแนวหวานๆ และเวลาแต่งตา ตัวสีจะชัดติดทนนานมาก ราคาอยู่ที่ 550 บาท

6. Colourpop super shock shadow

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

ประเทศอเมริกาก็เป็นประเทศที่มีอายแชโดว์เยอะมาก ตัวนี้ก็เป็นตลับเดี่ยวและบรรจุได้ลงมาในตลับทรงกลม โดยตัวนี้มีคุณภาพที่ดีมาก สีติดทนนาน แต่อาจจะต้องใช้อายไพรเมอร์เข้ามาช่วยบ้าง เนื้อสัมผัสกึ่งครีม และสีสันก็มีตั้งแต่สีแบบธรรมชาติไปจนถึงสีแนวจัดจ้าน ราคาอยู่ที่ตลับละ 320 บาท

7. Merrez’ca Blink Blink Eye

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

อายแชโดว์เนื้อละเอียด มาครบทั้งเนื้อแมตต์ ชิมเมอร์และกลิตเตอร์ในตลับเดียวที่ช่วยเพิ่มมิติให้ดวงตา โดยตัวนี้จะเหมาะกับการแต่งหน้าในทุกรูปแบบ เพราะได้มีการคุมโทนสีมาเป็นอย่างดี ตัวนี้สีดีและเนื้อติดทนนาน ราคาอยู่ที่ 345 บาท

8. ESSENCE 3D EYESHADOW

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

ใครกำลังอยากได้ อายแชโดว์ราคาถูก และคุณภาพดี Essence ตัวนี้ก็คือหนึ่งในคำตอบนั้น โดยสำหรับอายแชโดว์ตัวนี้มีสีที่สามารถติดทนได้นาน และมีให้เลือกถึง 5 สี โดยตัวนี้จะเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ชอบแต่งเปลือกตาให้ดูวิบวับ เป็นประกาย ราคาอยู่ที่ 140 บาท

9. 4U2 COLOR EYESHADOW

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

นี่ก็เป็นอีกแบรนด์ที่มีอายแชโดว์คุณภาพโคตรดี สีเนื้อสีที่ติดทนได้ดี โดยอายแชโดว์รุ่นนี้ มีเม็ดสีที่ชัดมาก ปาดไปแล้วจะแสดงความคมชัดได้แบบชัดเจน ในตลับจะมีสีให้เลือกมี 4 สี ไล่ตั้งแต่สีอ่อนๆ สำหรับการทำไฮไลท์ ไปจนถึงสีเข้มสำหรับคัดเบ้า ราคาประมาณ 200-300 บาท

10. WET N WILD COLOR ICON EYESHADOW

เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ

อายแชโดว์ตัวนี้มีคุณภาพดีที่ เมื่อทาไปที่ตาแล้ว จะทำให้สีที่ออกมา สวย ชัดเจน และติดทนได้ดีพอประมาณ ซึ่งอาจจะใช้อายไพรเมอร์ช่วยนิดนึง ตัวแพ็คเกจดูไม่ค่อยทนทาน  ราคาอยู่ที่ 299 บาท 

ใครที่กำลังมองหา เครื่องสำอางกันน้ำกันเหงื่อ อย่างพวกมาสคาร่าหรืออายแชโดว์สักตลับ ที่ราคาถูกและดี คุ้มค่าแก่การซื้อก็ลองไปดูหรือไปลองสีแบรนด์ที่เราแนะนำกันมาได้ จะได้แต่งตาให้ดูสวยและสร้างสีสันบนใบหน้าให้มีมิติมากขึ้นได้


อ้างอิง

The Best Waterproof Makeup Products for Your Eyes, Lips, and Face : https://www.cosmopolitan.com/style-beauty/beauty/a8977017/best-waterproof-makeup-products/

Best Waterproof Mascaras : https://www.goodhousekeeping.com/beauty-products/mascara-reviews/g2071/best-waterproof-mascara/

HOW TO CHOOSE AN EYESHADOW PALETTE YOU’LL ACTUALLY USE : https://sharedplanet.com/blogs/beauty/how-to-choose-the-best-eyeshadow-palettes

5 เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า ที่สาวๆ ห้ามขาด!

5 เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า ที่สาวๆ ห้ามขาด!

5 เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า ที่สาวๆ ห้ามขาด! เครื่องสำอางอะไรบ้างที่สาวๆ มือโปรต้องพกติดตัวเสมอ ไอเทมเด็ดของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป แต่วันนี้ก็มี 5 เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า มาให้อ่านกัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน

1. แป้งอัดแข็งหรือแป้งผสมรองพื้น

เครื่องสําอางที่ควรมี

สำหรับใครที่ไม่อยากให้ใบหน้าอันสวยสดของเรามันแผลบในระหว่างวัน และสิ่งที่ควรมีติดตัวมากที่สุดก็คือ ตลับแป้งนั่นเอง โดยจะเลือกใช้เป็นแป้งอัดแข็งหรือแป้งผสมรองพื้นจะเป็นแป้งแต่งหน้ายี่ห้ออะไรก็ได้ แต่ควรเป็นแป้งที่สามารถช่วยควบคุมความมันได้เป็นอย่างดี และใช้แล้วไม่เกิดอาการแพ้ก็พอแล้ว เพราะระหว่างวันเราต้องทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ดังนั้น แป้งดีๆ ที่สามารถควบคุมความมันได้ก็เป็นที่สิ่งสำคัญ

2. ลิปสติก

เครื่องสําอางที่ควรมี

เครื่องสําอางที่ควรมี ติดกระเป๋า ไอเทมเด็ดอีกตัวนั่นก็คือ ลิปสติก จะเลือกใช้ลิปสติกแบบไหนก็ได้ที่ตัวเองชอบ เพราะระหว่างวันเราอาจจะรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ ทำให้ลิปสติกที่อยู่บนริมฝีปากจางลงไปได้ ซึ่งถ้าเราเติมระหว่างวันก็จะทำให้ริมฝีปากแดงระเรื่อ เหมือนสาวที่มีสุขภาพที่ดี และยังไม่ทำให้แก่กว่าวัยอีกด้วย ดังนั้นใครที่ยังไม่มีลิปสติกพกติดกระเป๋าก็ควรซื้อติดตัวไว้ด่วน

3. บลัชออน

เครื่องสําอางที่ควรมี

สีปากมาแล้ว จะหายสีแก้มไปได้อย่างไร พกบลัชออนไว้ตบระหว่างวัน ทำให้พวงแก้มอมชมพูแล้วยังทำให้การแต่งหน้าดูมีสีสันมากขึ้นด้วย และขอแนะนำให้พกเป็นบลัชออนพาเลตต์ที่มีทุกอย่างครบจบในตัวทั้งปัดแก้ม บรอนเซอร์ และไฮไลต์สีที่เข้ากัน เติมได้ทั้งหน้าในทีเดียว 

4. โรลออนหรือน้ำหอมขนาดเล็ก

เครื่องสําอางที่ควรมี

เพราะว่าแต่ละวันเราอาจจะทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก นั่นก็อาจจะทำให้กลิ่นตัวหอมๆ ที่เราฉีดมาตั้งแต่เช้าให้หอมนั้นหายไป ดังนั้นอย่าให้กลิ่นตัวหรือกลิ่นเหงื่อมาทำให้เราเสียบุคลิก เราสามารถแก้ปัญหากันได้ง่ายๆ โดยการใช้โรลออนหรือน้ำหอมเติมระหว่างวันได้ แต่ก็ควรใช้ประเภทที่ไม่มีกลิ่นแรงเกินไปและเลือกแบบที่สามารถดับกลิ่นได้ ที่สำคัญถ้าจะทาหรือฉีดทับ หากมีเหงื่อออกเยอะอย่าลืมใช้ทิชชูเปียกซับออกก่อนเสียหน่อย จะได้กลิ่นหอมๆ ติดตัว

5. ลีฟออนแต่งผมขนาดเล็ก

เครื่องสําอางที่ควรมี

เพราะทรงผมเราไม่ได้อยู่ทรงสวยตลอดเวลา บางครั้งผมก็อาจยุ่งฟูเป็นฟองน้ำหรืออะไรก็ตาม ยิ่งถ้าต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์หรือไปทำกิจกรรมมา หากพกลีฟออนหรือสเปรย์จัดแต่งทรงผมที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องล้างออก ยิ่งใช้ยี่ห้อดีๆ นั่นก็จะทำให้ผมของเรากลับมาอยู่ทรงสวยจนแทบไม่ต้องจัดทรงกันเลยทีเดียว


5 แป้งแต่งหน้าแบบไหนดี เลือกแป้งแต่งหน้าให้เหมาะกับใบหน้ามากที่สุด

เครื่องสําอางที่ควรมี

5 แป้งแต่งหน้าแบบไหนดี เลือกแป้งแต่งหน้าให้เหมาะกับใบหน้ามากที่สุด การเลือกแป้งแต่งหน้าก็สำคัญสำหรับผิวสาวๆ มากๆ เพราะถ้าเลือกแป้งที่เข้ากับใบหน้าได้ดี นั่นก็จะทำให้หน้าเราดูสวยขึ้น แต่ถ้าเลือกแป้งที่ไม่เหมาะกับใบหน้า นอกจากจะดูไม่สวยแล้ว ยังทำให้หน้าดูหมองคล้ำหรือหน้ามันเยิ้มระหว่างวันได้อีกด้วย มาดูกันดีกว่าว่า มีแป้งชนิดไหนบ้าง

เครื่องสําอางที่ควรมี

1. แป้งอัดแข็ง

แป้งอัดแข็งเป็นแป้งที่ใช้ทาหน้า ซึ่งได้บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่พกพาง่าย ใช้ได้สะดวก โดยข้อดีของแป้งชนิดนี้คือจะทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน และยังสามารถใช้แปรงแต่งหน้าได้อีกด้วย โดยแค่ปัดเพื่อลงไปบนแป้งแล้วป้ายไปที่ผิวหน้าให้ดูเรียบเนียน และทำให้กลมกลืนกับผิวธรรมชาติได้ดี

ตัวแป้งมีความเบาบาง ไม่หนักใบหน้า จึงเหมาะที่จะใช้ในช่วงกลางวันสำหรับดูดซับความมันของใบหน้าหรือเครื่องสำอางที่ชอบทิ้งความมันลงไปบนผิว ตัวแป้งอัดแข็งจะเหมาะสำหรับสาวๆ ผิวธรรมดาเท่านั้น ส่วนสาวๆ ที่มีผิวมัน ถ้าใช้แล้วแป้งจะจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้เกิดการอุดตัน และสาวผิวแห้งจะถูกแป้งดูดซับความชื้นบนใบหน้าไปหมดก็ยิ่งทำให้หน้าดูแห้งลงไปอีก

2. แป้งผสมรองพื้น

แป้งรองพื้นเป็นแป้งที่มีเนื้อเบา เกลี่ยได้ง่าย และยังช่วยปกปิดผิวที่มีปัญหาได้ดีมาก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรอยสิวบนใบหน้า หรือรอยจุดด่างดำก็สามารกลบได้ มีเนื้อแป้งที่ค่อนข้างลื่น ทาได้ง่าย เหมาะสำหรับสาวๆ ผิวธรรมดาและสาวผิวแห้ง เพราะแป้งชนิดนี้มีส่วนผสมของน้ำค่อนข้างมาก จึงจะช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้นได้ด้วย 

3. แป้งเนื้อแมตต์

แป้งเนื้อแมตต์เป็นแป้งที่มีเนื้อค่อนข้างด้าน ไม่เกิดความมันวาว จึงสามารถควบคุมความมันได้ดีมาก เราสามารถใช้ผสมกับบรอนเซอร์ได้ แต่ข้อเสียของแป้งชนิดนี้ที่เห็นได้ง่ายเลยก็คือ เกลี่ยยากมาก ยิ่งช่วงนั้นเป็นอากาศเย็นๆ แต่ถ้าอยู่ในช่วงหน้าร้อนก็จะใช้งานได้ดี เพราะจะช่วยคุมความมันบนใบหน้า และช่วยป้องกันคราบเหงื่อ แป้งเนื้อแมตต์จึงเหมาะเป็นพิเศษกับสาวผิวมัน

4. แป้งผสมครีมรองพื้น

แป้งผสมครีมรองพื้นเป็นแป้งที่มีเนื้อหนา เนื้อลื่น จึงสามารถปกป้องผิวหนังได้เรียบเนียนสนิท เหมาะสำหรับสาวผิวธรรมดา เพราะเนื้อแป้งสามารถเนียนติดไปกับผิวได้ดีมาก และไม่เหมาะกับสาวผิวมันเพราะจะทำให้เกิดการอุดตัน และทำให้เกิดสิวได้

5. แป้งฝุ่น

แป้งฝุ่นเป็นแป้งที่มีความบางเบา มีความละเอียด และมักใช้ในตอนสุดท้ายของการแต่งหน้า เพื่อที่จะทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน ไม่มันวาว เพราะจะช่วยดูดซับความมันบนใบหน้าได้อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสีสันบนใบหน้าให้เด่นชัดได้มากขึ้นอีกด้วย และยังช่วยให้เครื่องสำอางติดทนนาน เหมาะมากๆ สำหรับสาวที่มีผิวแพ้ง่าย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการอุดตันที่จะนำไปสู่การเกิดสิว และเกิดทำให้ผิวอักเสบ


10 บลัชออนยี่ห้อไหนดี บลัชออนถูกและดีที่ราคาน่าคบหา

เครื่องสําอางที่ควรมี

10 บลัชออนยี่ห้อไหนดี บลัชออนถูกและดีที่ราคาน่าคบหา หลายคนคงค้นหาบลัชออนที่ราคาไม่แพงอยู่แน่นอน แต่ก็เจอแต่แบบที่มีราคาแพงๆ ทั้งนั้นเลย ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ไม่รู้จะใช้ตัวไหนที่ถูก ราคาถูกแล้วดีจริงหรือ วันนี้เราก็มี 10 บลัชออนที่ราคาน่าคบหา ซึ่งรับรองได้ว่าถูกอกถูกใจสาวๆ แน่นอน แต่ว่าจะไปอะไรบ้างไปดูกัน

1. ESSENCE SILKY TOUCH BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

มาตัวแรกก็โดนเลย เพราะบลัชออนตัวนี้มีคุณภาพดี ราคาถูก Essence Silky Touch Blush ตัวนี้ก็เป็นตัวเดียวกับที่บล็อกเกอร์หลายคนได้ยืนยันมาแล้วว่าดีจริง ซึ่งก็สามารถไปวัดระดับกับบลัชออนราคาแพงได้สบายๆ ด้วยเนื้อบลัชที่มีความเรียบเนียน สีสามารถติดทนได้นาน แถมสียังสวยทุกสีอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 190 บาท

2. NYX POWDER BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

นี่เป็นบลัชออนคุณภาพระดับไฮเอนด์ เพราะบลัชออนของ NYX มีความสามารถในการที่จะทำให้สีสวยติดทนได้นานสุดๆ แถมยังมีความหลากหลายของโทนสีให้เลือกได้อย่างจุใจอีกด้วย และเนื้อบลัชก็มีประกายวาวๆ สำหรับเพิ่มความสวยงามอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 200-300 บาท

3. SLEEK BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

ถ้ากำลังหาบลัชออนที่เนื้อสีดี ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะสำหรับ Sleek Blush เป็นบลัชออนที่มีสีที่สวยชัดทุกเฉดสี ปาดผิวทีเดียวสีก็ติดทนแล้ว แถมมีให้เลือกทั้งแบบเนื้อแมตต์และแบบเนื้อชิมเมอร์ ราคาอยู่ที่ 320 บาทเท่านั้น

4. GABRIELLA SALVETE FIORELLO ROUGE

เครื่องสําอางที่ควรมี

แบรนด์นี้อาจจะไม่คุ้นกับใครหลายๆ คน เพราะแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่มาจากอิตาลี แต่ก็ยังมีขายในไทย ซึ่งก็มีคุณภาพที่ดีมาก เพราะเนื้อสีของตัวบลัชออนตัวนี้ มีความเนียนและนุ่มมากก เกลี่ยไปบนผิวได้ง่ายสุดๆ โดยตัวนี้มีให้เลือกทั้งเนื้อชิมเมอร์และเนื้อแมตต์ ราคาอยู่ที่ 390 บาท

5. MAYBELLINE CHEEKY GLOW

เครื่องสําอางที่ควรมี

นี่เป็นแบรนด์หนึ่งที่สามารถครองใจสาวไทยไปได้มาก สำหรับ Maybelline Cheeky Glow เพราะมีราคาที่ย่อมเยาสุดๆ แค่ 179 บาทเท่านั้น แต่คุณภาพก็สามารถทำได้ดีเกินราคา เพราะมีเนื้อสีที่ติดทนนาน แถมตัวแพ็กเกจก็สามารถพกพาได้ง่าย มีขนาดเล็กน่ารัก

6. WET N WILD COLOR ICON BLUSHER

เครื่องสําอางที่ควรมี

นอกจากลิปสติกของแบรนด์นี้จะเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ แล้ว ตัวบลัชออนของแบรนด์นี้ก็ยังติดอันดับ TOP 10 บลัชออนที่มีราคาถูกและคุณภาพดีอีกด้วย ซึ่งมีเนื้อสีที่เนียนนุ่ม ติดทนได้นาน ชิมเมอร์ไม่อลังการเกินไป จึงทำให้ตัวบลัชออนของแบรนด์นี้สามารถเข้าไปครองใจสาวๆ ได้เยอะมาก แถมยังมากับราคาที่ถูกแสนถูก เพียง 199 บาทเท่านั้น

7. CATRICE DEFINING DUO BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

ใครกำลังมองหาบลัชออนที่สามารถเป็นไฮไลต์ในตัวได้ด้วย ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะในตลับบลัชออนตัวนี้มีสีมาให้เลือกถึง 2 สี ซึ่งเนื้อสีตัวนี้จะมีชิมเมอร์ที่มีความละเอียด ซึ่งเมื่อปัดแล้วจะช่วยทำให้หน้าดูเหมือนปัดไฮไลต์ได้เลยราคาอยู่ที่ 190 บาท

8. ESSENCE MOSAIC BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

นี่เป็นอีกหนึ่งบลัชออนที่สาวๆ ไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากตัวนี้จะเป็นบลัชออน ที่มีลวดลายโมเสก ซึ่งดูเก๋ไก๋แล้ว ในตลับบลัชออนยังมีสีสวยให้เลือกถึง 3 สีด้วยกัน และเวลาปัดวนก็สามารถทำให้สีเปล่งออกมาได้สวยขึ้น แถมสียังชัดและติดทนได้นาน เมื่อปัดแล้วก็จะทำให้แก้มดูสวยสุขภาพดีมากๆ ซึ่งราคาก็อยู่ที่ 165 บาท

9. IN2IT SHEER SHIMMER BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

สาวๆ คนไหนที่ชื่นชอบความวิ้งของผิว ชอบชิมเมอร์ที่จัดจ้าน ต้องไม่พลาดกับบลัชออนตัวนี้เลย เพราะมีราคาเพียงแค่ 159 บาทเท่านั้น แต่เจ้าบลัชออนตัวนี้ก็จะไม่เหมาะกับสาวหน้ามันสักเท่าไหร่ เพราะจะไปทำให้หน้าที่มันดูมันขึ้นไปอีก แต่ถ้าใครที่มีผิวหน้าที่ไม่มัน ตัวนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว

10. E.L.F. HD BLUSH

เครื่องสําอางที่ควรมี

ใครที่ชอบใช้ครีมบลัชหรือบลัชออนในรูปแบบของเนื้อครีมน้ำ ซึ่งแบรนด์ที่สามารถทำสีได้ติดทนนานละก็คงไม่พ้นแบรนด์ e.l.f. HD Blush นี้แน่นอน โดยตัวบลัชออนเป็นแบบขวดสามารถปั๊มได้ ใช้ได้ง่าย มีเฉดสีให้เลือกมากมาย ราคาอยู่ที่ 379 บาทถือว่า คุ้มค่าคุ้มราคามากๆ 

นอกจาก เครื่องสำอางที่ควรมี ติดกระเป๋าไว้เติมระหว่างวัน เพื่อเสริมความเป๊ะปังได้ในทุกสถานการณ์ แล้วการเลือกใช้เครื่องสำอางแต่งหน้าก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างพวกแป้งหรือรองพื้นที่ติดทนก็มีส่วนช่วยทำให้เครื่องสำอางบนใบหน้าอยู่ติดทนได้มากขึ้นเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรต้องเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิว และไม่ก่อนให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวด้วย


อ้างอิง

Blushes Perfect for a Rosy Glow : https://www.byrdie.com/best-blushes-4163638

https://vogue.co.th/beauty/type-of-makeup-powders

อายครีมตัวไหนดี 15 ตัวท็อปสำหรับสาวๆ ทุกคน

อายครีมตัวไหนดี 15 ตัวท็อปสำหรับสาวๆ ทุกคน

สาวๆ หลายคนคงเคยประสบปัญหาที่ว่า ตาคล้ำ ตาดำ ตาแพนด้า อะไรต่างๆ นานา จะใช้ อายครีมตัวไหนดี แต่วันนี้จะบอกว่ามีสุดยอดอายครีมที่บอกได้เลยว่า สาวๆ จะต้องชอบอย่างแน่นอน เพราะสามารถกลบเกลื่อนรอยคล้ำ ด่างดำได้เป็นอย่างดี และยังทำให้ตาดูวิ้งๆ ปิ๊งๆ มากขึ้นอีกด้วย มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1. LA MER THE EYE BALM INTENSE

อายครีมตัวไหนดี

มากับตัวแรก ที่เป็นอายครีมที่มีความบางเบามากๆ แน่นอนว่าของลาแมร์ เมื่อใช้แล้วจะทำให้ผิวหนังดูชุ่มชื้น ดูมีความเป็นธรรมชาติ และตัวนี้สามารถใช้ได้กับผิวทุกประเภท ประโยชน์ของมันคือ สามารถช่วยลดรอยคล้ำใต้ตาลงไปได้ ให้ความนุ่มนวลกับผิวได้ดี และในกล่องที่แนบมาก็จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ซิลเวอร์ แอพพลิเคเตอร์” มาให้ด้วย ซึ่งก็จะช่วยทำให้เนื้อครีมสามารถซึมลึกเข้าไปสู่เนื้อผิวได้ดีกว่ามือเปล่า ราคาอยู่ที่ประมาณ 8,500 บาท 

2. ARCONA EYE DEW

อายครีมตัวไหนดี

ชื่อแปลกๆ ไม่คุ้นหู แต่แน่นอนว่ายุโรป และอเมริกา รวมทั้งหลายๆ ประเทศจะต้องคุ้นชินกับแบรนด์นี้แน่นอน โดยเฉพาะตัวนี้แหละ เพราะว่าเป็นครีมที่สามารถลดรอยให้ผิวตาได้ดี ซึ่งมีสารสกัดหลากหลายชนิดที่ผสมอยู่ในครีมนี้ จึงทำให้เหมือนได้ไปทำสปาเลยทีเดียว ราคาอยู่ที่ 1,400 บาท

3. ENDOCARE EYE & LIP CONTOUR

อายครีมตัวไหนดี

มากับตัวที่เรียกว่าคุ้มค่ามากๆ เพราะตัวนี้ประกอบไปด้วย 2 การทำงานในขวดเดียว โดยสามารถใช้ทั้งรอบดวงตาและที่ริมฝีปากก็ได้ ซึ่งตัวนี้ก็เป็นเซรั่มหอยทากที่สกัดมาได้อย่างเข้มข้น และได้ผสมลงไปในเนื้อครีม ซึ่งทำออกมาได้บางเบา น่าใช้มาก ประโยชน์คือมีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้ และช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยในการฟื้นฟูผิว เรียกว่าตัวนี้ดีมากๆ กับราคา 1,500 บาท

4. BOBBI BROWN EYE REPAIR CREAM

อายครีมตัวไหนดี

นี่คืออายครีม ที่ได้สกัดมาจากน้ำมันธรรมชาติพิเศษจากผลอะโวคาโด ซึ่งตัวนี้สามารถใช้ทารองพื้นก่อนทาคอนซีลเลอร์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็จะช่วยให้การทาครีมดูเรียบเนียนขึ้น ไม่เป็นขุย ไม่หนา ไม่โบ๊ะ เหมือนอายครีมตัวอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของสารสกัดจากว่านหางจระเข้ ซึ่งก็จะเป็นส่วนช่วยในการบำรุงผิว ให้สวยใสเรียบเนียนยิ่งๆ ขึ้นไป ราคาอยู่ที่ 1,900 บาท

5. SKII SKIN SIGNATURE EYE CREAM

อายครีมตัวไหนดี

ตัวนี้เป็นอายครีมที่มีส่วนผสมเข้มข้นพิเศษจากพิเทร่าและโอลิไวทิล ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างมากในการลดความหมองคลํ้าให้ขอบตา ปรับเปลี่ยนสีผิวรอบตาที่ไม่เท่ากัน ให้สม่ำเสมอกัน และยังช่วยในการบำรุงริ้วรอยต่างๆ ได้ด้วย ซึ่งอายครีมตัวนี้ก็จะเหมาะกันกับสาวผิวแห้งมากกว่า เพราะตัวเนื้อครีมมีความมันและเหลวพอสมควร ราคาอยู่ที่ 3,510 บาท

6. KIEHL’S CREAMY EYE TREATMENT WITH AVOCADO

อายครีมตัวไหนดี

สำหรับเจ้าอายครีมตัวนี้จะไม่ได้ไปเน้นการบำรุงเรื่องของการลดริ้วรอย แต่จะเป็นตัวช่วยในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังมากกว่า เพราะตัวครีมได้สารสกัดจากอะโวคาโด ซึ่งก็สามารถซึมเข้าผิวได้เร็วมากๆ ทาไปเพียงแต่ไม่กี่วินาที ครีมก็สามารถซึมลงสู่ผิวไปหมดแล้ว โดยเทคนิคการใช้ครีมชนิดนี้คือ จะต้องบีบครีมลงบนมือ และทาวนในมือให้ละเอียดเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยทาลงสู่ผิวตา เพื่อการซึมเข้าผิวหนังที่ดีที่สุด ราคาอยู่ที่ 1,400 บาท

7. EMBRYOLISSE SOIN LISSANT CONTOUR DES YEUX

อายครีมตัวไหนดี

นี่เป็นผลิตภัณฑ์จากดินแดนแห่งน้ำหอม ประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง ซึ่งนี่ก็เป็นอายครีมที่ช่างแต่งหน้าชั้นนำทั่วโลกนิยมใช้เป็นอย่างมาก จะมีส่วนช่วยในการลดรอบเหี่ยวย่น รอยตีนกาที่ใบหน้า ทำให้เหมาะกับสาวรุ่นใหญ่ แต่สาวรุ่นเล็กที่มีปัญหาก็ใช้ได้เช่นกัน ทั้งยังช่วยลดถึงใต้ตาอีกด้วย ราคาอยู่ที่ 1,350 บาท

8. ORIGINS GINZINGTM REFRESHING EYE CREAM

อายครีมตัวไหนดี

หากถามว่า อายครีมตัวไหนดี  ขอแนะนำอายครีมที่เห็นผลไว ตัวนี้เพราะหลังจากใช้งานเพียงไม่กี่วินาทีก็สามารถรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้เลย เพราะมีส่วนผสมของสมุนไพรอย่างโสมและสารสกัดจากส้ม ที่มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูผิวให้เต่งตึง กระชับ ดูมีชีวิตชีวา และยังช่วยปรับความเรียบเนียนของผิวให้ดีขึ้น ราคาอยู่ที่ 1,500 บาท

9. BORGHESE FLUIDO PROTETTIVO ADVANCED SPA LIFT FOR EYES

อายครีมตัวไหนดี

นี่เป็นเจลอายครีมที่มีเนื้อที่ทั้งบาง ทั้งเบามากๆ แถมยังมีกลิ่นที่ไม่แรงจนเกินไป ทำให้ทาแล้วไม่เกิดผลข้างเคียงแน่นอน ทำให้เหมาะสำหรับสาวผิวบาง แพ้ผิวง่าย โดยตัวนี้เป็นตัวหนึ่งที่มีราคาที่สูงพอสมควร แต่ก็คุ้มค่ามากๆ ถึงขนาด Blogger เครื่องสำอางของต่างประเทศก็ได้รีวิวและบอกเลยว่าดีจริงๆ ราคาอยู่ที่ 2,000 บาท

10. CLARINS DEFINING EYE LIFT

อายครีมตัวไหนดี

มากับอายครีมที่จะมาช่วยในการทำให้เลือดบริเวณใต้ตาไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ผิวสามารถฟื้นฟูได้ไวขึ้น โดยตัวอายครีมจะเป็นเนื้อเจล สีน้ำตาลอ่อนๆ คล้ายเซรั่ม ทำให้ไม่มีความเหนียวเหนอะหนะเหมือนครีมธรรมดา มีกลิ่นหอมนิดๆ พอให้ได้กลิ่น ราคาอยู่ที่ 2,150 บาท

11. DERMALOGICA AGE REVERSAL EYE COMPLEX

อายครีมตัวไหนดี

มาแปลกกับอายครีมตัวนี้ เพราะตัวนี้แนะนำว่าให้ใช้แค่วันละครั้งก็พอ โดยอาจจะเลือกเวลาใดเวลาหนึ่งของวันแค่ครั้งเดียว โดยอายครีมตัวนี้มีคุณสมบัติที่สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของผิว และช่วยบำรุงให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น เนื้อครีมเป็นลักษณะ ขาวๆ ขุ่นๆ แน่นอนว่าต้องวอร์มก่อนทา เพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ราคาอยู่ที่ 2,700 บาท

12. CLINIQUE ALL ABOUT EYES SERUM

อายครีมตัวไหนดี

สำหรับอายครีมตัวนี้มาในรูปแบบของลูกกลิ้ง แนะนำว่าใช้นำไปแช่ตู้เย็น จากนั้นจึงนำมาทาที่ขอบตา จะให้ความรู้สึกที่สดชื่นมากๆ ซึ่งก็จะทำให้ผิวดูเรียบเนียน และผ่อนคลายมากขึ้น โดยจะอยู่ในรูปของเซรั่มใสๆ บางๆ จะนำไปใช้ตอนไหนก็ได้ ไม่เลอะเทอะผิวแน่นอน ราคาอยู่ที่ 1,500 บาท

13. SHISEIDO IBUKI EYE CORRECTING CREAM

อายครีมตัวไหนดี

มากับอายครีมอีกตัวที่มีเนื้อครีมที่ไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไรนัก แต่มีความยืดหยุ่นสูงมากทีเดียว โดยเนื้อครีมจะมีสีคล้ายสีพีช มีความนุ่ม ลื่นๆ ละมุนสุดๆ มีกลิ่นน้ำหอมเล็กๆ ให้พอได้กลิ่น เนื้อครีมสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ไวมาก เทคนิคคือ ใช้ทาที่เปลือกตาด้านบน และทาที่หางตา เพราะนั่นเป็นจุดที่จะเกิดริ้วรอบได้ง่ายมากๆ ราคาอยู่ที่ 1,250 บาท

14. BENEFIT IT’S POTENT EYE CREAM

อายครีมตัวไหนดี

อาจจะแปลกๆ หน่อยกับอายครีมตัวนี้ เพราะว่าจะมีกลิ่นยาติดมากับตัวครีมด้วย แต่ถ้าได้ใช้แล้วรับรองว่าผิดคาดแน่นอน เพราะสามารถให้ความชุ่มชื้นที่ดวงตาได้ดี โดยตัวเนื้อครีมจะหนักไปทางรองพื้นโทนหนัก ซึ่งก็สามารถเคลือบผิวได้ดีมากที่เดียว เหมาะสำหรับคนที่มีผิวหนังที่แห้ง เพราะสามารถปรับให้ดูชุ่มชื้น เรียบเนียนขึ้นมาได้ ราคาอยู่ที่ 1,300 บาท

15. ESTEE LAUDER ADVANCED NIGHT REPAIR 

อายครีมตัวไหนดี

ตัวสุดท้ายเป็นอายครีมที่มีเนื้อข้นมากๆ ซึ่งก็จะซึมเข้าผิวนานหน่อย แต่รับรองว่าเวิร์คแน่นอน เพราะสามารถลดรอยที่หางตาได้ดี ปรับผิวตาให้ดูเรียบเนียน สม่ำเสมอ แต่ตัวนี้จะนิยมใช้ตอนกลางคืนมากกว่า เพราะจะให้ความรู้สึกที่เหนอะหนะ และมันไปหน่อย ราคาอยู่ที่ 2,600 บาท


5 มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ทาหน้าขาวใสโดยเฉพาะ

อายครีมตัวไหนดี

5 มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ทาหน้าขาวใสโดยเฉพาะ นอกจากหา อายครีมตัวไหนดี บำรุงแต่รอยหมองคล้ำใต้ตาอย่างเดียว จนลืมบำรุงผิวหน้าด้วยนะ วันนี้จึงมี 5 มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ทาหน้าขาวใสโดยเฉพาะ มาฝากกัน มีอะไรบ้างไปดูเลย  

1. LA ROCHE-POSAY EFFACLAR DUO +

อายครีมตัวไหนดี

นี่เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่จะมาช่วยในการบำรุงผิวหน้าให้ดูสดใสขึ้น ช่วยลดสิวอุดตันได้ ลดรอยดำรอยแดง และช่วยไม่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน โดยตัวนี้จะเหมาะมากๆ สำหรับคนที่มีผิวหน้าที่มัน ราคาอยู่ที่ 900 บาทเท่านั้น คุ้มสุดๆ

2. HADA LABO SUPER HYALURONIC ACID MOISTURIZING LOTION

อายครีมตัวไหนดี

มากับโลชั่นเนื้อบางเบา ที่เป็นคล้ายเจลใสๆ โดยโลชั่นตัวนี้จะให้ความชุ่มชื้น และช่วยเติมเต็มผิวหน้าให้ดูกระจ่างใสขึ้น และยังไม่ทำให้เกิดคราบ และอาการเหนียวเหนอะหนะอีกด้วย ซึ่ง Hada labo เองก็ได้ทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสกินแคร์อยู่เยอะเหมือนกัน ลองไปหาดูกันได้ส่วนราคาตัวนี้อยู่ที่ 495 บาท

3. NATURE REPUBLIC ALOE VERA 92 SOOTHING GEL

อายครีมตัวไหนดี

นี่เป็นเจลที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น ซึ่งได้ทำมาจากว่างหางจระเข้ ที่สำหรับเมืองไทยมันคือสมุนไพรชนิดหนึ่งที่สามารถรักษาแล้วช่วยแก้ไขอาการได้เยอะมาก โดยคุณสมบัติของเจล ตัวนี้คือ ซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ สามารถทาได้ทั้งผิวกายและใบหน้า จะนำมาทาหน้า หรือพอกหน้าก็ได้ เหมาะสำหรับคนที่ชอบลุยๆ ไปผ่านอะไรมาเยอะแล้วก็มาจบที่ตัวนี้ โดยราคาอยู่ที่ 290 บาท

4. NEUTROGENA HYDRO BOOST WATER GEL

อายครีมตัวไหนดี

มากับเจลที่ช่วยในการเพิ่มเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และยังช่วยกักเก็บน้ำให้ผิวได้อีกด้วย ตัวนี้เป็นเจลที่หลายคนใช้แล้วชอบมากๆ ถึงกับบอกต่อกันเลยทีเดียว ซึ่งการทำงานของมันคือ จะไปเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งถ้าผิวมีความชุ่มชื่นที่มากพอ ก็จะทำให้ความมันที่มีอยู่ลดน้อยลงได้ และคุณสมบัติที่น่าสนใจของตัวนี้คือ สามารถซึมซับเข้าสู่ผิวได้เร็ว รับรองว่าต้องชอบกันแน่นอน ราคาอยู่ที่ 499 บาท

5. GARNIER DARK SPOT CORRECTOR SERUM

อายครีมตัวไหนดี

ตัวนี้ก็เป็นเซรั่มที่สามารถแก้ปัญหาจุดด่างดำที่อยู่บนใบหน้า ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน ขาวกระจ่างใสได้ โดยตัวนี้สามารถทาได้ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น คือไม่จำกัดเวลาทา แล้วความสะดวกเลย ซึ่งตัวนี้ก็สามารถไปวัดกับรุ่นพี่ตัวแรกอย่าง La Roche Posay Effaclar Duo+ ได้สบายๆ แต่ตัวนี้จะเป็นเวอร์ชั่นราคาประหยัด ยังไงก็ไปลองใช้กันดู ราคาอยู่ที่ 299 บาท


อ้างอิง

The 15 Very Best Eye Creams : https://nymag.com/strategist/article/best-eye-creams.html

10 แบรนด์เครื่องสำอาง แบรนด์ดังที่คนไทยนิยมมากที่สุด

10 แบรนด์เครื่องสำอาง แบรนด์ดังที่คนไทยนิยมมากที่สุด

ไม่มีใครไม่รู้จักเครื่องสำอางกันแน่นอน เพราะปัจจุบันได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ใครจะรู้ล่ะว่ากว่าจะมาเป็นแบรนด์เครื่องสำอางสักแบรนด์ต้องผ่านอะไรมาบ้าง วันนี้จึงมี 10 แบรนด์เครื่องสำอาง แบรนด์ดังที่คนไทยนิยมมากที่สุด มาฝากกัน เชื่อได้เลยว่าสาวๆ ต้องมีเครื่องสำอางของแบรนด์เหล่านี้อย่างแน่นอน

1. L’OREAL

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่เป็น แบรนด์เครื่องสำอาง ยักษ์ใหญ่จากประเทศฝรั่งเศสแดนน้ำหอม โดยแบรนด์นี้ก่อตั้งเมื่อปี 1909 โดยนักเคมีที่ชื่อว่า ยูชีน ชูแลร์ และปัจจุบันลอรีอัล ถือว่าเป็นผู้นำของวงการเครื่องสำอาง อันดับหนึ่งของโลกเลยทีเดียว และลอรีอัลยังเป็นแบรนด์ที่ใครๆ หลายคนก็หลงรัก เพราะมีคุณภาพการผลิตที่ดี และมีราคาที่ไม่แพงมากนัก แถมลอรีอัลยังเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกมากถึง 23 แบรนด์ ปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 17,500 ล้านยูโร

2. AVON

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์นี้เกิดขึ้นในปี 1886 โดยนายเดวิด เฮช.แม็คคอนเนล ซึ่งเขาคนนี้ก็เคยเป็นเซลล์แมนมาก่อน แต่ด้วยความที่อยากจะก่อตั้งบริษัทเป็นของของตัวเอง จึงได้เริ่มขายน้ำหอม ที่ตัวเองได้ผลิตขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มมีหุ้นส่วนเป็นผู้จำหน่ายอิสระ ได้ลองการทำตลาดโดยการเคาะประตูไปทีละบ้าน ซึ่งนั่นก็นับว่าการขายตรงครั้งแรกของสินค้าเลยทีเดียว และหลังจากนั้นเอวอนก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้มีรายได้ที่มากถึง 300,000 ล้านบาท และตอนนี้ได้ครองยอดขายอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว โดยมีสาขากระจายเป็น 100 ประเทศ กระจายอยู่ทั่วโลก

3. LANCOME

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่ก็เป็นเครื่องสำอางแบรนด์ฝรั่งเศส ที่ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1953 โดยนายอาร์มองด์ เปอติฌอง ซึ่งเขาก็มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นในการเผยแพร่จิตวิญญาณ และเผยแพร่รสนิยมของคนฝรั่งเศสไปให้ทั่วโลกได้รับรู้ โดยปัจจุบันเครื่องสำอางของลังโคมก็เป็นผลิตภัณฑ์ชั้นสูงสำหรับผู้หญิงไปแล้ว แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลสำหรับผิวผู้ชายอีกด้วย โดยลังโคมได้วางจำหน่าย 135 ประเทศ กระจายทั่วโลก และตอนนี้ได้มีผู้นำความงามมากกว่า 130 คน ที่คอยช่วยถ่ายทอดความหมายของความของแบบฝรั่งเศส ซึ่งต่อมา Lancome ก็ได้เข้าไปอยู่ในเครือลูกของ L’oreal

4. CLINIQUE

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่ก็เป็น แบรนด์เครื่องสำอาง สัญชาติอเมริกัน โดยได้เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1968 โดย Estee Lauder และ Joseph Lauder ซึ่งก็ได้วางขายเฉพาะในร้านค้าระดับสูง โดยแบรนด์นี้ก็เป็นแบรนด์ที่อยู่ในเครือเดียวกัน กับบริษัทเครื่องสำอางแบรนด์ดังอย่าง Estee Lauder

5. M.A.C

แบรนด์เครื่องสำอาง

M.A.C ย่อมาจาก Make-up Arts Cosmetics หรือก็คือเครื่องสำอางสำหรับมืออาชีพ โดยได้ก่อตั้งขึ้นในโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในปี 1984 โดยนายแฟรงค์ แองเจลโล และนายแฟรงค์ โทสคาน โดยปัจจุบันมีสาขามากถึง 1,000 สาขาทั่วโลก และมีรายได้มากกว่า 33 ล้านดอลลาร์ โดยเครื่องสำอาง M.A.C จะตอบสนองความต้องการของมืออาชีพได้เป็นอย่างดี และยังได้รับความนิยมอย่างมากายในวงการแฟชั่นอีกด้วย โดยภายหลังในปี 1996 บริษัท Estee Launder ก็ได้เข้ามาซื้อกิจการของ M.A.C

6. OLAY

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในปี 1952 โอเลย์ได้ก่อตั้งบริษัทขึ้น และแน่นอนว่าปัจจุบันได้กลายมาเป็นผู้นำการตลาดด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าแทน พอนด์ส ไปแล้ว โดยโอเลย์ได้เริ่มขยายตลาดไปทั่วโลก และได้กำหนดกลุ่มลูกค้า ที่เป็นสาวอายุระหว่าง 24-30 ภายในสโลแกน Anti-Aging พร้อมยังได้ยกระดับการดูแลผิวแบบหรูหรามากๆ แต่มาในราคาที่ไม่แพงมา

7. ORIFLAME

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสัญชาติสวีเดน ที่ได้ออกตลาดเมื่อปี 1967 โดยโจนัส อาฟ จอร์นิค และ โรเบิรต์ อาฟ จอร์นิค และเพื่อนๆ ร่วมการทำงานที่ชื่อ เบงจ์ท เฮลสเตน โดยได้ร่วมกันสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามแบบธรรมชาตินี้ขึ้นมา

ซึ่งก็ได้เลือกสารสกัดที่มาจากธรรมชาติ จากพันธุ์พืชที่หายาก และของที่สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แบรนด์นี้ได้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

8. URBAN DECAY

แบรนด์เครื่องสำอาง

มากับแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติอเมริกัน ซึ่งก็อยู่ในเครือเดียวกันกับ L’oreal โดยได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 โดยแบรนด์นี้ได้วางตลาดเป้าหมายที่วัยรุ่นผู้หญิงซะเป็นส่วนใหญ่ และสินค้าที่ทำให้แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักมอย่างกว้างขวางเลยก็คือ พาเลตอายแชร์โดว์ ที่มีเม็ดสีที่แน่น ติดทนนาน และยังมีดินสอเขียนขอบตากันน้ำ ที่ติดทนนานได้มากถึง 24 ชั่วโมง

9. REVLON

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่เป็นเครื่องสำอางระดับไฮเอนด์ แต่มาในราคาสบายๆ จากอเมริกา โดยแบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1932 ซึ่งเจ้าของได้มีการคิดที่จะสร้างน้ำยาทาเล็บ โดยใช้เม็ดสีสังเคราะห์แทนสีปกติ โดยจะช่วยให้เม็ดสีที่ใช้มีขนาดใหญ่ขึ้น และยังได้ร่วมมือกับนักเคมี โดยพวกเขาทั้งหมดก็ได้สร้างน้ำยาทาเล็บที่ชื่อว่า เรฟลอน นอกจากนี้ก็ยังได้คิดค้นลิปสติกและเครื่องสำอางอีกมากมาย ในตอนแรกก็ขายในราคาที่สบายกระเป๋า แต่ถึงแบบนั้นก็ทำให้ตอนนี้มีรายได้มากกว่า 200 พันล้านดอลลาร์

10. MAYBELLINE

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์นี้เกิดขึ้นในปี 1915 โดยนักเคมี Tom Lyle Williams ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุแค่ 19 ปีเท่านั้น โดยเขาได้เริ่มต้นการทำตลาดจากการขายมาสคาร่า และแบรนด์นี้ก็เป็นแบรนด์หนึ่งที่มีชื่อเสียงในเรื่องมาสคาร่ามากที่สุด ทั้งยังมีราคาที่ไม่แพงอีกด้วย และมีคุณภาพที่มากกว่าราคาเป็นร้อยเท่า และต่อมาในภายหลังปี 1996 แบรนด์นี้ก็ถูกซื้อโดย L’oreal ไปแล้ว


10 แบรนด์เครื่องสำอางเกาหลี เนรมิตความสวยแบบสาวเกาหลีกันได้

แบรนด์เครื่องสำอาง

10 แบรนด์เครื่องสำอางเกาหลี เนรมิตความสวยแบบสาวเกาหลีกันได้ สาวๆ หลายคนก็คงจะชอบประเทศเกาหลีกันแน่ และคงมีความฝันที่อยากจะไปเที่ยวเกาหลีกัน และแน่นอนว่าถ้าไปเกาหลีนอกจากจะสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้ว ยังจะต้องแวะร้านเครื่องสำอางที่เกาหลีแน่นอน และวันนี้เรามี 10 แบรนด์เครื่องสำอางสุดคูล มาให้สาวๆ ได้เลือกกันเลยว่าอยากใช้แบรนด์ไหน อย่ารอช้า มาดูกันเลย 

1. 3CE

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในตอนนี้คงไม่มีเครื่องสำอางเกาหลีแบรนด์ไหน เป็นที่ยอดฮิตไปเกินกว่าแบรนด์นี้อีกแล้ว เพราะโด่งดังมากกับลิปสติกแบบดินสอหลากสีในกล่องให้เลือก โดยตัวกล่องมีสีดำสวย แถมเนื้อลิปยังนุ่มทำให้ทาได้ง่าย ถ้าได้ไปเกาหลีทั้งทีจะพลาดไม่ซื้อมาก็ยังไงๆ อยู่น้า และยังมีทั้งเสื้อผ้าและเมคอัพให้ช้อปครบเลย

2. LANEIGE

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์ที่มีสลีปปิ้งมาส์กตัวดัง บอกได้เลยว่าถ้าไปเยือนถึงแดนกิมจิแล้ว จะไม่หิ้วมานี่ถือว่าผิดเลยทีเดียว เพราะราคาที่นู่นถูกกว่าบ้านเรามากๆ แถมยังใช้ได้ดี และยังมีเครื่องสำอาง กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Water Bank, รองพื้น BB Cushion และลิปสติกทูโทน

3. ETUDE HOUSE

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์น่ารักๆ สีสันสดใสที่เป็นขวัญใจของหลาย ๆ คน เปิดตัวมาในปี 1995 อีทูดี้เฮ้าส์มีหลายผลิตภัณฑ์ให้เลือก อาทิ เมคอัพสำหรับดวงตา เมคอัพสำหรับริมฝีปาก เมคอัพสำหรับผิวหน้า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย และน้ำหอม เครื่องสำอางตัวดังก็คือ ดินสอเขียนคิ้วและอายไลเนอร์ถือเป็นตัวยอดฮิตที่ใครไปเกาหลีก็ต้องหิ้วมาฝากคนที่ไทยกับเสมอ เพราะราคาประมาณหลักร้อยบาทเท่านั้น แถมยังมีเฉดสีหลากหลายให้เลือกใช้

4. SULWHASOO

แบรนด์เครื่องสำอาง

นี่เป็นเครื่องสำอางที่ทาผิวได้ดีมากๆ ราวกับว่าเราเป็นสาวเกาหลีเลยทีเดียว แบรนด์ที่โดดเด่นเรื่องส่วนผสมธรรมชาติจากพืชสมุนไพรเกาหลีหรือโสมเกาหลี และเป็นที่นิยมอย่างมาก แถมเมื่อทาแล้วยังทำให้ใบหน้าดูชุ่มชื้น และทำให้ผิวหน้าสุขภาพดี และแน่นอนว่าราคาที่นู่นถูกกว่าบ้านเราด้วย 

5. Innisfree 

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์ดังจากเกาะเชจูที่สาวๆ จะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เปิดตัวขึ้นในปี 2000 จุดเด่นคือ เลือกใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติของเกาะเชจู อินนิสฟรีเป็นแบรนด์ที่ใช้ส่วนผสมที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานฝรั่งเศส ECOCERT ซึ่งก็ถือว่ามีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่จะใช้มาตรฐานระดับสูงในการผลิตเช่นนี้ โดยเฉพาะเซรั่มขวดเขียวตัวดัง

6. NATURE REPUBLIC

แบรนด์เครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับความสวยงาม เจลว่านหางจระเข้สุดฮิต เจลสารพัดประโยชน์ และนี่ยังเปรียบเหมือนของฝากประจำเกาหลีที่ใครไปก็ต้องหิ้วกลับมากันทุกครั้ง เพราะกระปุกหนึ่งใช้งานได้นานเป็นเดือนๆ แถมยังบำรุงได้ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าอีกด้วย ซึ่งราคาที่เกาหลีก็ถือว่าถูกมากๆ โดยอยู่ที่กระปุก 90 บาทเท่านั้น

7. Mamonde 

แบรนด์เครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากสารสกัดของดอกไม้ที่ช่วยดูแลผิวอย่างอ่อนโยน เปิดตัวขึ้นในปี 1991 โดดเด่นทั้งเครื่องสำอางและสกินแคร์สุดฮิตช่วยบำรุงดูแลผิวหน้าให้สวยใสแบบสาวเกาหลีแท้ๆ แถมยังคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อดูแลผิวของคุณ รับรองว่าใช้ดีมากจริงๆ

8. Jung Saem Mool

แบรนด์เครื่องสำอาง

จองแซมมุล มาจากชื่อเจ้าของแบรนด์ ที่เป็นช่างแต่งหน้ามืออาชีพมาร่วม 30 ปี จนมาสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ก็ดีงามหมดทุกตัว ยิ่งคุชชั่นตัวดังยิ่งเป็นที่ฮอตฮิตอย่างมาก เพราะปกปิดผิวดี แต่เบาบางและไม่ทำให้ผิวหนาหรือเป็นคราบ ราคาที่ไทยค่อนข้างแพง ทำให้สาวไทยถึงกับต้องไปเยือนแดนกิมจิเพื่อที่จะซื้อเจ้าตัวกันเลยทีเดียว

9. Banila Co. 

แบรนด์เครื่องสำอาง

เครื่องสำอางแนวสดใสเหมาะกับวัยมัธยมแต่คนโตๆ ก็ใช้ได้นะ ผลิตภัณฑ์หลักของแบรนด์จะเน้นพวกเบสครีม บีบี ซีซีครีม ซึ่งสารสกัดส่วนมากที่ใช้จะเป็นมิตรต่อผิว เช่น ชาเขียว สมุนไพร ที่ช่วยแก้ไขปัญหาจุดด่างดำ รอยสิว ริ้วรอย และทำให้ผิวชุ่มชื้น

10. Moonshot

แบรนด์เครื่องสำอาง

ใครที่ไปเกาหลี แต่ไม่ไปร้านนี้ไม่ได้นะ เครื่องสำอางตัวเด็ด ประเภทลิปสติกและอายชาโดว์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีเอิร์ธโทนที่สามารถใช้ได้ทุกวัน แถมเนื้อแน่น สีชัด เกลี่ยก็ง่าย นอกจากนี้ลิปสติกก็ดีไม่แพ้กัน สีสวย แพ็กเกจมินิมอล ควรค่าแก่การซื้อใช้แน่นอน


10 แบรนด์เครื่องสำอางญี่ปุ่น แนะนำแบรนด์สุดฮิตจากแดนปลาดิบ

แบรนด์เครื่องสำอาง

ใครที่ชอบไปเที่ยวญี่ปุ่นก็คงไม่พลาดที่จะซื้อของฝากติดมือกลับมาแน่นอน และหนึ่งในนั้นก็คงหนีไม่พ้น เครื่องสำอางแน่นอน และวันนี้เรามี แนะนำเครื่องสำอาง 10 แบรนด์เครื่องสำอางญี่ปุ่น สุดอิต ที่ผู้ไปเยือนต้องซื้อกลับมาฝากคนที่บ้านกันให้พรึ่บ จะมีแบรนด์อะไรบ้าง ไปดูกัน 

1. CANMAKE

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์นี้น่าจะเป็นที่รู้จักในไทยเป็นอย่างดี เพราะมีราคาที่ไม่แพงมาก แต่ที่น่าหิ้วกลับมาไทย นั่นก็เพราะว่าราคาที่ไทยและที่ญี่ปุ่น มันแตกต่างกันมาก และแพ็กเกจของ CANMAKE ก็ดูจะน่าซื้อไปเสียทุกอย่าง ส่วนไอเทมเด็ดที่อยากจะแนะนำของแบรนด์นี้เลยก็คือ Lasting Multi Eyebase WP ซึ่งสามารถทำให้อายแชร์โดว์และไอไลเนอร์ติดทนได้นานขึ้น

2. MUJI

แบรนด์เครื่องสำอาง

นอกจากมูจิจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าแล้ว ยังเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่ดีอีกด้วย เรียกได้ว่ามีขายอยู่เยอะมาก ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่เครื่องสำอางเพียงอย่างเดียว ยังมีอุปกรณ์ใช้งานกันอีกมากมาย ใครที่ไปญี่ปุ่นก็อย่าลืมไปช้อปที่ร้านนี้ล่ะ

3. SHU Uemura

แบรนด์เครื่องสำอาง

Shu Uemura สินค้ายอดฮิตก็คือที่ดัดขนตา ที่ทุกนิตยสารและบิวตี้กูรูทั่วโลกต่างยกให้เป็นอุปกรณ์แต่งหน้าที่ทุกคนต้องมี แต่นอกจากที่ดัดขนตาแล้ว ทางแบรนด์ยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอีกมากมาย รวมไปถึงไลน์สกินแคร์ต่างๆ อีกด้วย

4. CEZANNE

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในญี่ปุ่น เครื่องสำอางแบรนด์นี้ได้รับความนิยมหญิงสาวทั้งประเทศ และไอเทมเด็ดที่สาวชาวไทยเคยฮิตกันก็คือ CEZANNE UV Foundation EX Plus Powder SPF23 PA++ ซึ่งเป็นแป้งพับที่ผสมไปด้วยรองพื้นเนื้อบางเบา ถ้าเปรียบเทียบราคากันแล้ว ที่ญี่ปุ่นถูกกว่าแน่นอน 

5. Shiseido

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในไทยส่วนใหญ่จะขายอยู่ในเคาน์เตอร์เครื่องสำอางไม่กี่ห้าง ซึ่งก็เรียกว่าหายากอยู่ แต่ในญี่ปุ่นจะหาเจอได้ง่ายๆ ตามร้านขายเครื่องสำอางทั่วไปเลยทีเดียว ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ Shiseido ไว้ใจได้เลยว่าใช้ดี และคุณภาพสมราคา มีสกินแคร์ให้เลือกมากมาย เช่น ครีมบำรุง ครีมกันแดด เป็นต้น และแน่นอนว่าราคาถูกกว่าไทยแน่นอน

6. KATE

แบรนด์เครื่องสำอาง

ในประเทศไทย แบรนด์นี้สามารถหาซื้อได้ตามวัตสัน โดยแบรนด์นี้ค่อนข้างจะโด่งดังมากในส่วนของพาเลตคิ้ว เพราะมีความทนทาน และใช้งานได้ดี โดยในญี่ปุ่นเราสามารถหาซื้อได้ตามร้านเครื่องสำอางทั่วไป

7. Biore

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์สกินแคร์ที่คุ้นเคย ไลน์สกินแคร์และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ครีมกันแดด คลีนซิ่ง แผ่นแปะสิวเสี้ยน โฟมล้างหน้า เป็นต้น ด้วยราคาที่ไม่แพงและหาได้ตามร้านเครื่องสำอางทั่วไปเช่นกัน

8. MAJOLICA MAJORCA

แบรนด์เครื่องสำอาง

แบรนด์นี้ก็เป็นแบรนด์ที่มีวางขายในร้านในไทยอยู่มาก เพราะเป็นเครื่องสำอางที่โดดเด่นในส่วนของมาสคาร่าปัดเด้ง แต่ก็ค่อนข้างล้างออกยากนิดนึง ส่วนตัวอายไลน์เนอร์นั้นก็เป็นที่นิยมเช่นกัน สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องสำอางทั่วญี่ปุ่น

9. Isehan Heroine Make

แบรนด์เครื่องสำอาง

พูดชื่อแบรนด์หลายคนอาจจะงง แต่ถ้าพูดถึงเครื่องสำอางมาสคาร่าและอายไลน์เนอร์ที่เป็นรูปการ์ตูนเจ้าหญิงตาหวานบนแพ็กเกจจิ้ง หลายคนต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน สินค้าตัวดังที่เหล่าบิวตี้กูรูต้องยกนิ้วให้ และเคยได้รางวัลแนะนำมาแล้ว คุณภาพของเขาดีจริงๆ

10. HADA LABO

แบรนด์เครื่องสำอาง

มาดูที่สกินแคร์บำรุงผิวกันบ้าง แน่นอนว่าแบรนด์นี้ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในไทยมาก เพราะมีส่วนช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวให้ดูนุ่ม เด้ง ซึ่งเวลาใครที่ไปญี่ปุ่น ก็คงจะหิ้วน้ำตบของแบรนด์นี้มาฝากกันแน่นอน และยิ่งตอนนี้มีแบบเป็นถุงเติมประหยัด ซึ่งก็ทำให้ประหยัดเงินได้มากพอสมควร  โดยราคาที่ไทยแพงกว่าที่ญี่ปุ่นเท่าตัว ทำให้มีแต่คนนิยมไปซื้อที่ญี่ปุ่น และยังสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปในญี่ปุ่น

ถ้าใครกำลังมีแพลนไปต่างประเทศ แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อแบรนด์ไหน ยี่ห้ออะไร หรือตัวไหนดี ก็อย่าลืม แบรนด์เครื่องสำอาง ที่เรานำมาแนะนำกันได้ แล้วจดลิสต์กันให้ดีว่าจะหิ้วอะไรกลับมาฝากหรือหิ้วอะไรมาใช้เองบ้าง เพราะสินค้าบางอย่างนอกจากจะราคาถูกกว่าซื้อที่ไทย บางผลิตภัณฑ์อาจจะไม่สามารถหาซื้อได้ในไทยอีกด้วย


อ้างอิง

https://vogue.co.th/beauty/make-up-korean-cosmetic-brand

https://www.japankakkoii.com/japan-shopping/15-japanese-cosme-brand/

ครีมทาหน้าขาวใส 10 ส่วนผสมสารสกัดจากผลไม้ และให้คุณประโยชน์

ครีมทาหน้าขาวใส 10 ส่วนผสมสารสกัดจากผลไม้ และให้คุณประโยชน์

ครีมทาหน้าขาวใส 10 ส่วนผสมสารสกัดจากผลไม้ต่างๆ และให้คุณประโยชน์ วันนี้เราจะมาทำการเจาะลึกกันว่า การใช้ ครีมทาหน้าขาวใส ที่ผสมสารสกัดจากผลไม้ชนิดต่างๆ นั้น มีประโยชน์และคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้คุณเลือกใช้ครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากผลไม้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  

ครีมทาหน้าขาวใส

1. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดแอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลนั้นมีวิตามินซีอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวสดใสมากขึ้น ปรับสภาพผิวให้นุ่มเนียน และมีคอลลาเจนกับอีลาสตินที่ช่วยลดริ้วรอยต่างๆ อีกด้วย

ครีมทาหน้าขาวใส

2. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดแบล็กเบอร์รี่

แบล็กเบอร์รี่ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น แอนโธไซยานิน วิตามินอี และกรดเอลลาจิก ทั้งยังมีสารที่มีคุณสมบัติอันช่วยเรื่องผิวอย่างมากเช่น โฟเลต กรดฟีโนลิก และวิตามินซี ซึ่งช่วยให้ผิวตึงกระชับ และดูอ่อนกว่าวัย

ครีมทาหน้าขาวใส

3. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดแครนเบอร์รี่

แครนเบอร์รี่ เป็นผลไม้อีกชนิดที่มี วิตามินซีสูงมาก ซึ่งจะช่วยในเรื่องชะลอการเสื่อมสภาพของผิวได้เยี่ยม

ครีมทาหน้าขาวใส

4. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดบลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ทำให้ร่างกายลดการทำลายเซลล์ต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้ผิวและร่างกายดูอ่อนกว่าวัย

ครีมทาหน้าขาวใส

5. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดบลูราสเบอร์รี่

บลูราสเบอร์รี่ ผลไม้อีกชนิดของตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งแน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แต่นอกจากนี้บลูราสเบอร์รี่ยังอุดมไปด้วยวิตามิน A และ B ซึ่งจะแตกต่างจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ชนิดอื่น เพราะว่าช่วยในเรื่องของการสมานแผลอีกด้วย

ครีมทาหน้าขาวใส

6. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดเชอร์รี่

เชอร์รี่เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่นิยมนำมาผสมในครีมทาหน้าชนิดต่างๆ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ นอกจากนี้ยังช่วยสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้ผิว ดูกระจ่างใส และเนียนนุ่มอย่างตรงจุด ช่วยให้ผิวขาวใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครีมทาหน้าขาวใส

7. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดสตรอว์เบอร์รี่

สตรอว์เบอร์รี่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีประโยชน์มาก ช่วยในเรื่องของผลัดเซลล์ผิวเก่า ทำให้ผิวกระจ่างใส หลายคนนิยมมาพอกหน้าแบบสดๆ ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว ทุกอายุ ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น

ครีมทาหน้าขาวใส

8. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดโกจิเบอร์รี่

โกจิเบอร์รี่ถือว่าเป็นผลไม้ที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยรู้จักกันสักเท่าไหร่ แต่ว่ามันได้ถูกนำมาผสมในครีมทาหน้า เพราะว่ามีส่วนช่วยให้ผิวกลับคืนสภาพ ขาวใส ยกกระชับส่วนที่เหี่ยวย่น บางคนนิยมนำมาพอกหรือขัดบริเวณที่มีความดำด้าน ตาตุ่ม หัวเข่า หรือว่าข้อศอก

ครีมทาหน้าขาวใส

9. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดมะละกอ

ในมะละกอมีเอนไซม์ที่มีคุณสมบัติชัดเจนในเรื่องการช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี รักษาสิว ช่วยให้ผิวขาวขึ้น และป้องกันแดดได้ นอกจากนี้ยังสามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ดีมากกว่ากรดน้ำนมถึง 5 เท่า ทำให้รอยแผลเป็นจะดูจางลงอย่างเห็นได้ชัด

ครีมทาหน้าขาวใส

10. ครีมทาหน้าที่ผสมสารสกัดส้มยูซุ 

ผลไม้ตระกูล Citrus ส้มสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น อุดมไปด้วยคุณประโยชน์และวิตามินต่างๆ มากมาย สารอาหารที่สำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นและสว่างกระจ่างใส ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังด้วย

สารสกัดจากผลไม้ชนิดต่างๆ นั้นมีประโยชน์มหาศาลต่อผิว ซึ่งนอกจากนี้ยังมีผลไม้อีกมากมายหลายร้อยชนิดที่ให้คุณประโยชน์ต่อผิว และนิยมนำมาผสมในครีมทาหน้าชนิดต่างๆ แต่ในบทความนี้อาจจะไม่ได้นำมาแนะนำกันได้ครบทุกชนิด ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อใช้ครีมอย่าลืมศึกษาและดูส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ของครีมทาหน้าที่ต้องการซื้อให้ดี ก่อนการตัดสินใจเพื่อช่วยให้บำรุงผิวและดูแลได้อย่างตรงจุดมากที่สุด


ทําครีมใช้เองง่ายๆ ต้องใช้อะไรบ้าง

ครีมทาหน้าขาวใส

ทําครีมใช้เองง่ายๆ แน่นอนว่าสาวๆ หลายคนคงจะชอบใช้ครีมกันแน่ๆ แต่ก็ด้วยราคาของครีมหน้าขาวที่แพงหรือไม่ก็การทำงานของครีมที่ไม่ได้ดั่งใจ แถมครีมหน้าขาวใสบางตัวยังทำให้ผิวแพ้ง่ายอีกด้วย ทำให้บางคนมีความคิดว่าอยากจะทำครีมใช้เอง ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดี แต่ก็อาจจะคิดว่า ทำได้จริงเหรอ ปลอดภัยเหรอ 

วันนี้ก็จะมาคุยกันว่าทำครีมใช้เองจะทำได้อย่างไร ซึ่งการ ทําครีมใช้เองง่ายๆ จะไม่ใส่สี ใส่กลิ่น หรือใส่สารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ใดๆ ทั้งสิ้น น่าจะเหมาะกันสาวๆ ผิวมัน และเป็นสิวง่าย ได้เป็นอย่างดี และผลลัพธ์เป็นยังไงไปดูกัน

ครีมทาหน้าขาวใส

โทนเนอร์

การทำโทนเนอร์เองนั้น สามารถทำได้ง่ายมากๆ เพราะไม่ได้มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก การเตรียมของทำโทนเนอร์นั้นก็มีน้ำกลั่น โดยขอแนะนำให้ใช้น้ำกลั่นจะดีกว่า เพื่อความสะอาด อีกอย่างหนึ่ง คือ กรดอ่อน โดยในที่นี้เราจะใช้วิตามินซี เพราะเป็นกรดที่อ่อนที่หาง่าย ราคาถูก และที่สำคัญคือไม่มีกลิ่น แถมยังช่วยผิวกระจ่างใสได้ด้วย

วิธีทำ ใช้น้ำกลั่นจำนวนร้อยละ 90 ผสมกับวิตามินซี หรือกรดอ่อนชนิดอื่นร้อยละ 10 หรืออาจจะผสมกลีเซอลีนไปสักกหน่อยก็ได้ เพื่อไม่ให้ระเหยออกไปได้ง่าย โดยวิตามินซีสามารถหาซื้อได้ตามร้านอาหารเสริม และกลีเซอรีนก็สามารถซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยาบางที่ก็สามารถซื้อได้ แต่การใช้งานเน้นว่าต้องใช้ภายใน 1 อาทิตย์เท่านั้น เพราะการทำงานของวิตามินซีจะหมดลงไป ซึ่งหากใช้ไปจะทำให้ผิวขาวขึ้น ดังนั้น ทำแค่พอใช้จะดีที่สุด

เซรั่มทาหน้า

การทำเซรั่มเองก็จะช่วยประหยัดเงินไปได้เยอะ โดยใช้ส่วนผสมจากวิตามินบี เพราะจากงานวิจัยจะใช้วิตามินบีจำนวนร้อยละ 4 ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำให้ขาวได้ โดยตัวที่มีผลดีที่สุดคือ B2 เพราะจะทำให้ขาวมากและเห็นผลได้ชัดที่สุดแล้ว

ครีมทาหน้าขาวใส

ครีมทาผิว

บอกก่อนว่าครีมหน้าขาวที่มาจากตามท้องตลาดเป็นครีมที่มีแต่น้ำมันมิเนอรัล ซึ่งใช้แล้วก็จะทำให้ผิวอุดตัน และยังเต็มไปได้ด้วยสารกันบูด น้ำหอมและสีสังเคราะห์อีกด้วย หากทำใช้เองสามารถใช้ส่วนผสม ดังนี้

  1. บีแวกซ์ สำหรับสร้างเนื้อครีม 4-8 กรัม ถ้าอยากให้ครีมข้นก็ใส่มากหน่อย  อยากให้ครีมอ่อนก็ใส่น้อยหน่อยตามความสะดวก
  2. Carrie oil อาจจะใช้เป็นน้ำมันมะกอก น้ำมันมะรุม น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันอะไรก็ได้ที่ทาแล้วมีประโยชน์ต่อผิว โดยส่วนใหญ่ก็หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ
  3. ผสมด้วยน้ำมันทานตะวัน น้ำมันเมล็ดองุ่น หรือน้ำมันดอกคำฝอย
  4. ผสมให้ได้ 75 มิลลิกรัม
  5. น้ำกลั่น 125 มิลลิกรัม
  6. วิตามินอี 5 มิลลิกรัม สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา อาจจะเป็นแบ่งผงหรือแบบเม็ดก็ได้
  7. กลีเซอรีน
  8. อัลฟ่าอาร์บูติน ตบท้ายด้วยตัวการใหญ่ที่ทำหลายหน้าที่ ซึ่งใช้ใส่เป็นร้อยละ 2 ของทั้งหมด ราคาจะอยู่ที่ประมาณหลักร้อยถึงพัน สามารถสั่งซื้อได้ในเว็บนอกหรือร้านเคมีภัณฑ์

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีทางเลือกในการ ทําครีมใช้เองง่ายๆ ที่สามารถหาซื้อส่วนประกอบต่างๆ นำมาผสมกันได้และปรับสูตรตามใจชอบเอง แต่ถ้าใครไม่สะดวกทำก็ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมต่างๆ ที่วางขายตามร้านค้าชั้นนำได้เลย แต่อย่าลืมเลือกให้เข้ากับปัญหาและสภาพผิวของตัวเองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ 


4 ประโยชน์ของครีมบำรุงผิว ครีมหน้าขาว ครีมหน้าใส ควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

ครีมทาหน้าขาวใส

4 ประโยชน์ของครีม บำรุงผิว ครีมหน้าขาว ครีมหน้าใส ควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง เชื่อว่าหลายท่านที่อยากให้ผิวหน้ากระจ่างใสนั้น ต่างก็ตามหาครีมทาหน้า ที่มีคุณสมบัติอันน่าพึงพอใจ แต่ว่าสำหรับครีมทาหน้าที่ดีนั้นมันควรจะมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ถึงจะเป็นครีมที่มีประสิทธิภาพเยี่ยมและได้มาตรฐาน 

ครีมทาหน้าขาวใส

1. สามารถช่วยป้องกันสิ่งสกปรกได้

ครีมต่างๆ มากมายที่นิยมขายในท้องตลาดนั้น หากว่ามีความสามารถช่วยป้องกันสิ่งสกปรกได้จะเป็นครีมที่มีคุณภาพเยี่ยม เพราะว่าทั้งวันเราต้องพบเจอกับสิ่งสกปรกมากมาย เราไม่สามารถล้างหน้าได้บ่อยตลอดทั้งวัน เพราะฉะนั้นแล้วคุณสมบัติของครีมทาหน้านั้น นอกจากการช่วยบำรุงผิวหน้าแล้วยังต้อง สามารถป้องกันสิ่งสกปรกได้อีกด้วย

2. ผลัดเซลล์ผิวเก่า

โดยปกติแล้วในช่วงอายุระว่างวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นนั้น จะมีการผลัดเซลล์ผิวเป็นเรื่องปกติของร่างกายที่จะทำงานโดยอัตโนมัติ แต่ว่าในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ร่างกายจะเริ่มไม่ผลัดเซลล์ผิวเก่า เซลล์ผิวเก่าคือชั้นผิวรอบนอก พวกขี้ไคลธรรมดาแล้วจะผลัดเซลล์ผิวเหล่านี้ด้วยการอาบน้ำหรือการขัดถูนั่นเอง แต่หากว่าเมื่ออายุ 30 ปี ขึ้นไปแล้ว ร่างกายจะไม่ทำงานอัตโนมัติ เราจึงอาจจะใช้ตัวช่วยจากการทาครีม เพราะหากร่างกายไม่ผลัดเซลล์ผิว จะเป็นสาเหตุของการเกิดสิวอุดตัน เกิดร่องหลุมบริเวณใบหน้า และครีมบำรุงผิวที่ดีควรเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเรื่องการผลัดเซลล์ผิวด้วย

3. การบำบัดผิว

ครีมทาหน้าที่ดีต้องสามารถทำได้ตามวัตถุประสงค์ของมันอย่างชัดเจน นั่นคือการบำบัดผิว ช่วยทำให้ผิวขาวขึ้น บำรุงให้มีสุภาพที่ดี สีผิวหน้าเรียบเสมอกัน ป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และสามารถป้องกันสิวได้ ช่วยกระชับรูขุมขนที่กว้าง และลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวหน้าอย่างเห็นได้ชัด

4. เพิ่มความชุ่มชื่น

ในส่วนของครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของ Moisturize จะช่วยทำให้ผิวหน้าได้รับความชุ่มชื่นได้ดีกว่า ซึ่งหลายคนนั้นเข้าใจผิดว่าการใช้ครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของ มอยส์เจอร์ไรเซอร์จะทำให้ผิวมันมากขึ้น แท้จริงแล้วมันคือการบำรุงให้ผิวชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแห้ง ควรจะใช้ครีมทาหน้าที่ผสมมอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างมาก เพราะมันคือเกราะชั้นแรกที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของผิวอย่างมีประสิทธิภาพ

หากว่าครีมทาหน้าที่คุณใช้มีคุณสมบัติครบทั้ง 4 ข้อที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ก็เท่ากับว่าครีมทาหน้าที่คุณกำลังใช้อยู่เป็นครีมทาหน้าที่มีประโยชน์และช่วยบำรุงผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


อ้างอิง

Fruit Extracts in Skin Care : https://thedermreview.com/fruit-extracts-skin-care/

https://www.ananindustry.com/health-extract.html

10 อันดับ โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก ยี่ห้อไหนดีที่สุด

10 อันดับ โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก ยี่ห้อไหนดีที่สุด

10 อันดับ โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก ยี่ห้อไหนดีที่สุด หากใครไม่ได้เกิดมาเป็นสาวผิวแห้งคงไม่เข้าใจปัญหาที่สาวผิวแห้งต้องเผชิญ เพราะไม่ว่าฤดูกาลไหน จะร้อน หนาว หรือฝนตกแบบไม่ลืมหูลืมตา ผิวเจ้ากรรมก็ยังคงแห้งอยู่เหมือนเดิม ซึ่งปัญหาผิวแห้งไม่ใช่แค่ทำให้ผิวแห้ง เป็นขุย ลอกเป็นแผ่นๆ เท่านั้น แต่สำหรับสาวๆ อย่างเราทุกครั้งที่แต่งหน้ายังลำบากเพราะเครื่องสำอางติดทนยากขึ้นไปอีก!

ฉะนั้น สาวคนไหนอยากบอกลาผิวแห้งเสีย เชิญตามมาทางนี้ วันนี้เรามี 10 โลชั่นขั้นเทพ ที่จะมาช่วยกู้ชีพฟื้นฟูผิวแห้งเสีย ให้กลับมาปังเนียนนุ่มน่าสัมผัส ดูมีชีวิตชีวา แลดูสุขภาพดี แถมขาวกระจ่างใส จนหนุ่มๆ ต้องมองเหลียวหลังคอเคล็ดกันไปเลย 

1. YVES ROCHER HYDRATATION MOISTURIZING LOTION – ALOE VERA PULP

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ที่ผสมอยู่โลชั่นบำรุงผิวเข้มข้นของ Yves Rocher ที่สามารถเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวแห้งเสียขาดน้ำ ให้กลับมาเนียนนุ่ม ด้วยสูตรอ่อนโยนจากธรรมชาติ จึงมั่นใจได้ว่าใช้แล้วปลอดภัย เพราะกว่า 96% ในโลชั่นไม่มีส่วนผสมจากมิเนอรัลออยล์ สารแต่งสีสังเคราะห์ และสารกันเสียพาราเบน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอากาศหนาวเย็นหรือสาวๆ ที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน รับรองว่าโลชั่นตัวนี้เอาอยู่ 

2. VASELINE Intensive Care ADVANCED REPAIR

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

สำหรับโลชั่นบำรุงผิวตัวนี้ของวาสลีนได้ผลิตสูตรออกมาเอาใจสาวผิวแห้งโดยเฉพาะ ด้วยสรรพคุณของโลชั่นพร้อมช่วยปรนนิบัติผิวที่แห้งกร้าน ให้ฟื้นฟูกลับมาเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นอีกครั้ง เนื้อครีมมีลักษณะเข้มข้น แต่กลับให้สัมผัสที่บางเบา ซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งคราบเหนียวเหนอะหนะ ข้อดีอีกอย่างคือปราศจากน้ำหอม แถมยังอ่อนโยนต่อผิวแบบสุดๆ เลยล่ะ 

3. BEAUTY BUFFET MADE IN NATURE GOAT MILK UV BODY LOTION

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

ประโยชน์ของนมแพะนอกจากจะดีต่อร่างกายแล้ว ยังเป็นสารอาหารบำรุงผิวอย่างยอดเยี่ยม โดยโปรตีนจากนมแพะเต็มไปด้วย Vitamin A, B6, B12, E ซึ่งโลชั่นผิวแห้งเข้มข้นตัวนี้ มีผสมของสารสกัดสมุนไพรจากประเทศเกาหลี ช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้เร็ว และยังมีกลิ่นหอมของน้ำนมให้รู้สึกสดชื่นตลอดเวลาอีกด้วย 

4. ST.ANDREWS DAISY BODY LOTION 

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก ที่อุดมไปด้วยสารสกัดของชาเขียวและทับทิม ช่วยเข้าไปเติมเต็มความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวของสาวๆ เรียบเนียน แลดูสุขภาพดี แถมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเดซี่ยังมีคุณสมบัติในการช่วยบำบัดให้คุณรู้สึกผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ที่มาพร้อมกับสารสกัดจาก Acerola Cherry ยิ่งเข้าไปเสริมทัพฟื้นฟูให้ผิวกลับมาสดใสเปล่งปลั่งอย่างมีชีวิตชีวาจนคุณเองก็รู้สึกได้ 

5. BEAUTY BUFFET SCENTIO COCONUT & CO-Q10 BODY LOTION

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

เมื่อเอ่ยถึง โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก ถ้าไม่พูดถึงโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าวคงไม่ได้! เพราะในมะพร้าวเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ในเรื่องการดูแลผิว ซึ่งในโลชั่นตัวนี้นอกจากจะมีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าวแล้ว ยังอุดมไปด้วยโคเอนไซม์ คิวเทน และวิตามินอี ที่พร้อมจะช่วยคืนความเนียนนุ่มมาสู่ผิว และคุณสมบัติพิเศษในการเก็บกักความชุ่มชื้นไว้กับผิวได้อย่างยาวนาน 

6. JERGENS Shea Butter 

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

อีกหนึ่งโลชั่นที่ได้รับความนิยมจากสาวๆ ว่าเป็นสุดยอดโลชั่นที่ผลิตขึ้นสำหรับคนผิวแห้ง ด้วยตัวเนื้อครีมมีความเข้มข้นแบบสุดๆ จึงช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น พร้อมฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้าน แตกเป็นขุย ให้กลับมาเนียนนุ่มสุขภาพดี น่าสัมผัส ดังนั้นสาวผิวแห้งมากๆ คนไหนกำลังมองหาตัวช่วย บอกเลยว่าโลชั่นตัวนี้จะตอบโจทย์ให้กับสาวๆ อย่างแน่นอน 

7. ELIZABETH ARDEN GREEN TEA HONEY DROP Body cream

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

ถ้าสาวๆ คนไหนกำลังมองหาโลชั่นบำรุงผิวแห้งแบบมอยส์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้น แนะนำโลชั่นตัวนี้ที่ดีงามมากเลย เพราะนอกจากเนื้อครีมจะเข้มข้นแล้ว ยังมีส่วนผสมของน้ำผึ้งแท้ผสมผสานกับสารสกัดจากชาเขียวและส้มแมนดาริน ทำให้ครีมมีความหอมบางเบาธรรมชาติ ที่พร้อมจะเติมเต็มความชุ่มชื้น บำรุงผิวอย่างมีประสิทธิภาพ แถมไม่ทิ้งความเหนอะหนะไว้บนผิวอีกด้วย 

8. PAULA’S CHOICE CLINICAL ULTRA-RICH SOOTHING BODY BUTTER 

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

คุณสมบัติพิเศษของโลชั่นผิวแห้งตัวนี้สามารถลดความหยาบกร้านของผิว และยังช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นยาวนานถึง 12 ชั่วโมงด้วยกัน ด้วยสรรพคุณของ Shea Butter ที่พร้อมจะช่วยปกป้องผิวให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ตัวเนื้อครีมก็ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้รวดเร็ว ทำให้ผิวที่แตกราบลื่น แลดูสุขภาพดีอ่อนเยาว์ และปราศจากจากน้ำหอม รวมทั้งสารปรุงแต่งอื่นๆ 100% 

9. DHC OLIVE BODY BUTTER

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

โลชั่นผิวแห้งสูตรเข้มข้นอุดมไปด้วยคุณค่าจากน้ำมันธรรมชาติที่เต็มไปด้วยสารพัดประโยชน์ ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันอะโวคาโด น้ำมันมะพร้าว น้ำมันสวาเลน น้ำมันอาร์แกน เชียร์บัตเตอร์ และโกโก้บัตเตอร์ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น เนื้อครีมมีความนุ่มลื่น แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ รับรองว่าสาวผิวแห้งถูกใจอย่างแน่นอน 

10. SOAP & GLORY THE RIGHTEOUS BUTTER BODY LOTION 

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

ขึ้นชื่อว่า Soap & Glory แล้ว หลายคนคงจะนึกถึงกลิ่นหอมหวานอันแสนโดดเด่น สำหรับโลชั่นผิวแห้งตัวนี้ ยังมีเนื้อครีมที่เข้มข้น แต่ทว่าไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อมจะให้ความชุ่มชื้นกับผิว และในระหว่างวันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นทำให้ผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส

ถึงแม้ว่าเกิดมาเป็นสาวผิวแห้งจะค่อนข้างลำบากไปสักหน่อย จึงจำเป็นต้องใส่ใจดูแลตัวเองเป็นพิเศษ การทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นถึงจะสำคัญ แต่การบำรุงจากภายในก็สำคัญไม่แพ้กัน เช่น การทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว เรียกได้ว่าสวยจากภายในมาสู่ภายนอก เพียงเท่านี้ก็บอกลาปัญหาผิวแห้งไปได้เลย


10 วิธีแก้ หน้าแห้งลอกเป็นขุย ที่ดีที่สุด พร้อมวิธีป้องกันแบบได้ผล

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

10 วิธีแก้ หน้าแห้งลอกเป็นขุย ที่ดีที่สุด พร้อมวิธีป้องกันแบบได้ผลดี เชื่อได้ว่าเข้าสู่หน้าหนาวทีไร สาวๆ หลายคนที่ประสบปัญหาเรื่องผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย คงกลุ้มอกกลุ้มใจไม่ใช่น้อย เพราะเมื่อสัมผัสไปที่ผิวบริเวณไหนก็รู้สึกแห้ง ไม่เนียนนิ่ม เหมือนดั่งเคย ซึ่งสาเหตุมาจากในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นร่างกายของเราก็จะขาดความชุ่มชื้น

แต่ทว่าถ้าสาวๆ หมั่นดูแลผิวและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยบรรเทาอาการผิวแห้งไปได้ มาลองดูกันดีกว่า 10 วิธีที่จะช่วยให้ผิวของสาวๆ เนียนสวย แม้จะเป็นช่วงหน้าหนาวก็ตาม 

1. ละเว้นการอาบน้ำอุ่น

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

ทุกครั้งที่อากาศหนาวเย็น สาวส่วนมากเลือกที่จะอาบน้ำอุ่นแต่ทราบหรือไม่ว่าเจ้าน้ำอุ่นเนี่ยล่ะที่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวของเรา โดยน้ำอุ่นจะเข้าไปล้างไขมันในเซลล์ชั้นผิวของเรา ส่งผลให้ผิวไม่สามารถที่จะกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ จึงเป็นเหตุให้เราผิวแห้ง แตก ลอกเป็นแผ่นๆ ตามมา กรณีที่ตัดใจอาบน้ำเย็นไม่ได้อนุโลมให้อาบน้ำอุ่นขัดถูตัวให้สะอาดแล้วค่อยใช้น้ำอุณหภูมิปกติตบท้ายทีหลังก็ได้ 

2. ล้างหน้าวันละ 1-2 ครั้ง

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

ถึงแม้ว่าการล้างหน้าจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรกบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าสะอาด และยังช่วยลดการอุดตันที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว แต่ไม่ใช่สำหรับในหน้าหนาวเพราะการที่เราล้างหน้าบ่อยๆ ผิวหน้าของเราจะไม่มีไขมันในการเก็บกักความชุ่มชื้นเอาไว้ ฉะนั้น ใน 1 วันจึงควรล้างหน้าเพียงวันละ 1-2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและช่วงเย็นก็เพียงพอแล้ว 

3. หมั่นทาเบบี้ออยล์หลังอาบน้ำเสร็จทุกครั้ง

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

ทุกครั้งหลังจากอาบน้ำเสร็จให้เช็ดตัวพอหมาดๆ แล้วนำเบบี้ออยล์มาทาให้ทั่วผิวหน้าและผิวกาย เพราะเบบี้ออยล์จะช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้นได้ยาวนานขึ้น แถมยังช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส นอกจากนั้นเบบี้ออยล์ยังนำมาหมักผมก่อนสระผมได้ด้วย โดยใช้เบบี้ออยล์ชโลมไปที่เส้นผมให้ทั่วทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที จะทำให้ผมมีน้ำหนัก ลดอาการแห้งเสียและแตกปลายได้ดี 

4. ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เป็นประจำ

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

หลังจากทาเบบี้ออยล์เรียบร้อยแล้ว สาวๆ จะรู้สึกว่าตัวลื่นๆ มันๆ แนะนำว่าควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงเข้าไปให้ทั่วร่างกายทับไปอีครั้ง รวมทั้งที่บริเวณผิวหน้าด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงผิวให้ดีมากยิ่งขึ้นแบบคูณ 2 เลยทีเดียว 

5. ว่านหางจระเข้ช่วยให้ชุ่มชื้น

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

อย่างที่ทราบว่าว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ขนาดที่ผิวได้รับความร้อนมากๆ จนถึงขั้นไหม้ เมื่อนำว่านหางจระเข้ไปทาถูที่บริเวณรอยไหม้ ยังทำให้รอยไหม้ดีขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และยังรู้สึกว่าผิวดูชุ่มฉ่ำ อิ่มน้ำ ส่วนวิธีการให้นำเอาวุ้นว่านหางจระเข้บดละเอียดมาทาไปจนทั่วผิวหน้า ทาซ้ำๆ แบบนี้ทุกวัน ผิวหน้าที่แห้งลอกก็จะค่อยๆ ดีขึ้น 

6. พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งผสมไข่แดง

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

สาวๆ อาจจะเลือกใช้น้ำผึ้งทาหน้าอย่างเดียวก็ได้ แต่เพื่อให้ผิวหน้าเนียนนุ่มชุ่มชื้นมากขึ้นกว่าเดิม แนะนำว่าให้นำไข่แดงเข้ามาเสริม โดยนำน้ำผึ้งมา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับไข่แดงสด 1 ฟอง ตีจนส่วนผสมทั้งสองเข้ากันเป็นอย่างดีแล้วก็นำไปทาผิวหน้าจนทั่ว หลังจากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 10-15 นาทีค่อยล้างออก สูตรพอกหน้านี้จะช่วยรักษาผิวหน้าแห้งที่ลอกให้ค่อยๆ ดีขึ้น 

7. ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมากแสงแดดจัดได้ว่าเป็นตัวการที่ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและทำให้ผิวหน้าเสื่อมสภาพและผิวลอกได้นั่นเอง ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันทุกครั้งก่อนออกจากบ้านควรทาครีมกันแดด ด้วยการเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30+ PA+++ ขึ้นไป รวมทั้งแม้อากาศจะหนาวมากแค่ไหนก็ตามก็ควรทากันแดด อย่าพยายามเอาหน้าหรือตัวไปสัมผัสแดด เพราะหวังว่าจะอุ่นขึ้น เพราะแดดก็คือแดดวันยันค่ำ 

8. ปิโตรเลียมเจลลี่ช่วยผิวที่ลอกได้

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

ถ้าพูดถึง “วาสลีน” เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะสรรพคุณที่ไม่ธรรมดา อาทิ ทาริมฝีปากช่วยลดปากลอกปากแตกได้ เมื่อนำไปทาผิวบริเวณที่แห้งกร้าน แตกเป็นขุย คุณจะสัมผัสได้ว่าผิวบริเวณนั้นกลับมาชุ่มชื้น เนียนนุ่มขึ้น

และหากสาวๆ คนไหนทาแป้งแล้วยังเห็นผิวเป็นขุยๆ ที่ใบหน้า แนะนำให้ทาวาสลีนลงไปเสียก่อน แล้วค่อยทาแป้งทับลงไป รับรองว่าจะช่วยกลบร่องรอยขุยๆ ได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ 

9. ดื่มน้ำให้ได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 8 แก้ว

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

วิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้เองนั่นก็คือ “ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว” เพราะเพียงเท่านี้ผิวของเราก็สามารถชุ่มชื้นขึ้นจนเรารู้สึกได้ เพราะน้ำคือส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย เมื่อเราดื่มน้ำในปริมาณเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ แน่นอนว่าผิวของเราก็จะมีสุขภาพแข็งแรงดีขึ้น 

10. เสริมความแข็งแรงของผิวด้วยอาหารที่มีประโยชน์

โลชั่นสําหรับผิวแห้งมาก

การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างผักผลไม้เป็นประจำ จะช่วยรักษาเซลล์ผิวของสาวๆ ให้มีความแข็งแรง ชุ่มชื้น เปล่งปลั่งและกระจ่างใส เรียกได้ว่าเป็นการบำรุงจากภายใน ฉะนั้น ไม่ว่าอากาศจะหนาวเย็นแค่ไหนก็ไม่สะเทือนผิวของคุณอย่างแน่นอน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเคล็ดลับการดูแลผิวพรรณที่จะช่วยให้คุณสาวๆ หมดกังวลกับปัญหา ผิวแห้ง ผิวแตก ผิวลอก และผิวลอกเป็นขุย ฉะนั้น หนาวนี้สาวๆ ก็กล้าที่จะเผยผิวสวยอวดสายตาใครๆ โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาเหล่านี้ได้แล้ว


อ้างอิง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/health-and-beauty/1490523

https://www.krungthai-axa.co.th/th/health-tip-dry-skin-treatment

ครีมบํารุงมือ และครีมบำรุงผิวกาย ที่ใช้แล้วดี เผยผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส

ครีมบํารุงมือ และครีมบำรุงผิวกาย ที่ใช้แล้วดี เผยผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส

ครีมบํารุงมือ 10 ยี่ห้อแนะนำใช้แล้วดี มือเนียนนุ่มน่าสัมผัส การใช้ครีมทาผิว ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้ทาที่แขน ขา หรือใบหน้าเท่านั้น การทาที่มือก็สำคัญ เพราะบางคนอาจจะทำงานหนัก หรืออยู่ในสภาพเวลาที่ทำให้มือเหี่ยวย่นได้ไว ทำให้ต้องมีการบำรุงอยู่ตลอดเวลา และวันนี้เราก็มี 10 ครีมบํารุงมือ ที่ใช้แล้วมือนุ่มน่าสัมผัสแน่นอน อย่ารอช้าไปดูว่ามีอะไรบ้าง 

1. THANN Eden Breeze Hand Cream

ครีมบำรุงมือ

ตัวแรกเป็น ครีมบํารุงมือ ที่มีเนื้อบางเบา นิ่มละมุน ทำให้ซึมซับเข้าสู่ผิวได้ดี โดยครีมนี้จะเหมาะกับทุกสภาพผิว แถมยังอุดมด้วยกรดไขมันที่จำเป็นต่อผิวหนัง ซึ่งจะไปช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของผิวหนังได้ดี และมีน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ 7 ชนิด ที่ช่วยชะลอการเหี่ยวย่นของผิว ช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้น ให้กับผิวได้อยู่ตลอด ช่วยลดการระคายเคืองในผิวได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งยังมีกลิ่นหอมเล็กๆ ซึ่งสามารถช่วยปรับสมดุลระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้สามารถคลายความเครียด และช่วยบำบัดอาการนอนไม่หลับ ราคาอยู่ที่ 790 บาท 

2. BURT’S BEES Ultimate Care Hand Cream

ครีมบำรุงมือ

เป็น ครีมบํารุงมือ ที่มีความเข้มข้น แต่ก็ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึ่งสามารถเติมความชุ่มชื่นให้ผิวได้ดี แม้ผิวจะแห้งมากสักเท่าไร โดยจะไม่มีกลิ่นน้ำหอมให้ได้กลิ่นเลย และยังถนอมผิวหนังให้เรียบเนียน น่าสัมผัสด้วยส่วนผสมจากน้ำมันธรรมชาติ ซึ่งจะอุดมไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่จะไปบำรุงผิว ซึ่งทำให้ผิวมีความชุ่มชื่น  และสามารถซึมได้เร็ว ทำให้ไม่ทิ้งคราบมันบนผิวมือหลงเหลือ ราคาอยู่ที่ 1,130 บาท

3. SUQQU Scented Moisturizing Hand Cream WT

ครีมบำรุงมือ

เนื้อครีมมีความบางเบา เรียบเนียน ละเอียด ไม่เหนียวมือ เพราะครีมมีส่วนผสมของ Emollient Oils ที่จะทำให้มือเนียนนุ่มชุ่มชื่น ดูมีสุขภาพดี และยังให้ความยืดหยุ่น และเติมเต็มความชุ่มชื้นได้ดี แถมยังช่วยต่อต้านริ้วรอย จุดด่างดำ ทำให้ผิวหนังมีความสว่างกระจ่างใส มากับกลิ่นหอมสดชื่นของชาขาว มะกรูด มะนาว ที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนน่าใช้ ราคาอยู่ที่ 1,500 บาท

4. THE BODY SHOP Almond Hand & Nail Cream

ครีมบำรุงมือ

มาช่วยคืนความแข็งแรงให้ผิวหนังที่มือ ความแข็งแรงที่เล็บ โดยครีมนี้จะให้การบำรุงที่มากับกลิ่นหอมอัลมอนด์ และยังอุดมไปด้วยส่วนผสมสูตรเข้มข้นของเชียบัตเตอร์ ถ้าได้ใช้แล้วละก็วางไม่ลงแน่นอน ราคาอยู่ที่ 250 – 500 บาท 

5. HOHM Skin + Senses Hand Cream

ครีมบำรุงมือ

ครีมบํารุงมือ ตัวนี้เป็นครีมที่บางเบา ไม่เหนียวมือ ซึ่งก็จะบำรุงผิวมือให้มีความชุ่มชื้นขึ้น ลดเลือนริ้วรอยที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้นุ่มนวลน่าสัมผัส แถมยังกำจัดปัญหามือแห้งหรือมือหยาบกร้านได้ดี เพราะตัวครีมจะมีสารสกัดจากธรรมชาติเข้มข้น ซึ่งเป็นทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ดูกระจ่างยาวนานตลอดทั้งวัน และยังมากับกลิ่นที่หอม และมีให้เลือกถึง 5 กลิ่น ตามการใช้งาน ราคาอยู่ที่ 290 บาท

6. Galanaan Hand Perfume Lotion

ครีมบำรุงมือ

โลชั่นน้ำหอมที่ใช้สำหรับมือและแขนโดยเฉพาะ มีเนื้อครีมที่สัมผัสแล้ว อ่อนนุ่ม และยังเติมความชุ่มชื้นให้ผิว โดยการเติมน้ำและลดอาการแสบระคายเคืองผิว ด้วยสารสกัดจากอโลเวรา ผสมผสานคุณค่าสารสกัดจากจมูกข้าวสาลี และถั่วเหลือง ที่เต็มไปด้วยวิตามินอี ซึ่งจะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย รวมทั้งสารที่ช่วยขจัดสารพิษ ทำให้ผิวดูเรียบเนียน ดูมีสุขภาพดี ราคาอยู่ที่ 249 บาท

7. HARNN Cymbopogon Hand Cream

ครีมบำรุงมือ

มากับ ครีมบํารุงมือ และเล็บโดยเฉพาะ ที่มาจากสารสกัดธรรมชาติหลากหลายชนิด ทั้งเชียบัตเตอร์ โกโก้บัตเตอร์ และน้ำสกัดจากผลองุ่น ที่ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น กระจ่างใส ช่วยลดอาการแสบระคายเคือง และช่วยลดริ้วรอย และความเหี่ยวย่นอันไม่ถึงประสงค์ออกไป ราคาอยู่ที่ 790 บาท

8. PAÑPURI Hand Cream

ครีมบำรุงมือ

ตัวนี้เป็นครีมแบรนด์ยุโรปที่ช่วยปกป้องผิวมือ ที่มีความหอมของกลิ่นดอกลาเวนเดอร์ออร์แกนิก และวานิลลามาดากัสการ์ ทำให้มีประสิทธิภาพในการปกป้องมือและช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวได้ดียิ่งขึ้น แถมครีมตัวนี้ยังสกัดจากพืชธรรมชาติมากถึง 95% ทำให้มีผิวที่เนียนนุ่ม อ่อนเยาว์ น่าสัมผัส ราคาอยู่ที่แค่ 75 บาท เท่านั้น 

9. NIVEA Hand Cream Q10 3in1

ครีมบำรุงมือ

แฮนด์ครีมจากแบรนด์ดังอย่าง NIVEA ครีมบํารุงมือ ตัวนี้จะช่วยเติมน้ำพร้อมกักเก็บความชุ่มชื่นให้ผิวมืออย่างยาวนานตลอดทั้งวัน แบบไม่ทิ้งคราบความเหนียวเหนอะหนะให้กวนใจแล้ว ยังช่วยปกป้องผิวจากรอยเหี่ยวย่น ริ้วรอย ด้วยสารสกัดจาก Q10 Plus Anti-oxidation Repair และปกป้องผิวจากอันตรายของแสงแดดได้อีกด้วย 

10. Vaseline Healthy Hands Nails Conditioning Pink

ครีมบำรุงมือ

ครีมบำรุงมือ ที่ทั้งราคาถูกและมีคุณภาพ ครีมทามือและเล็บจากแบรนด์วาสลีนก็ถือว่าตอบโจทย์ เพราะตัวนี้มีเนื้อสัมผัสที่บางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ อุดมด้วยคุณค่าจากเคราตินและมอยส์เจอร์ จึงช่วยบำรุงให้มือเนียนนุ่ม เติมเต็มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก และยังช่วยบำรุงเล็บให้แข็งแรงขึ้นกว่า ทั้งยังมีกลิ่นหอม ๆ อ่อน ๆ ติดมือด้วย 

ครีมบํารุงมือ ก็เป็นอีกสิ่งที่ควรจะพกไว้ติดกระเป๋าเหมือนกัน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มือแห้งหรือลอก เชื้อโรคก็จะเข้ามาสู่ร่างกายได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงหลายคนอาจจะเน้นการบำรุงผิวกายหรือผิวหน้า แต่อาจจะละเลยการบำรุงมือและเล็บไป ดังนั้น อย่าลืมมองหาครีมทามือดีๆ  กลิ่นหอมๆ สักตัวมาลองใช้จะได้สวยทั้งตัวจรดปลายเล็บกันเลยทีเดียว


10 อันดับ ครีมบำรุงผิวกาย ยอดนิยม ที่คนรักคนหลงทั่วประเทศ

ครีมบำรุงมือ

นอกจาก ครีมบํารุงมือ แล้ว การบำรุงผิวกายก็สำคัญไม่แพ้กัน ครีมบำรุงผิวกาย 10 อันดับ ยอดนิยม ที่คนรักคนหลงทั่วประเทศ สำหรับทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวที่กำลังมีปัญหาเรื่องผิวหยาบแห้งเสีย และดูไม่สดใส หรือสำหรับใครที่กำลังมองหาครีมบำรุงผิว เพื่อช่วยให้ผิวพรรณได้รับการดูแลที่ดียิ่งขึ้น มาที่บทความนี้กันได้เลย เพราะเรากำลังจะบอกถึง 10 อันดับ ครีมบำรุงผิวยอดนิยมที่คุณไม่ควรพลาด 

1. CUTE PRESS IDEAL WHITE BRIGHTENING BODY LOTION

ครีมบำรุงมือ

ครีมบำรุงผิว ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ผสานคุณค่าด้วยวิตามินบี 3 ช่วยลดรอยหมองค้ำ ฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้านให้กลับมาชุ่มชื้น และสดใสอ่อนกว่าวัย ราคาเบาๆ สบายกระเป๋าเพียง 199 บาท ปริมาณ 220 มล.

2. VASELINE HEALTHY WHITE UV LIGHTENING

ครีมบำรุงมือ

เห็นผลไวภายใน 2 สัปดาห์ทำให้ครีมบำรุงผิวตัวนี้เข้ามาติดในอันดับยอดนิยมของเรา นอกจากจะมีวิตามินบี 3 ที่ช่วยบำรุงผิวอย่างล้นเหลือแล้ว ยังมีทริปเปิลซันสกรีนที่ช่วยปกป้องรังสียูวีจากแสงแดดได้ดีมากอีกด้วย 

3. NIVEA BODY LOTION UV WHITENING EXTRA CELL REPAIR & PROTECT

ครีมบำรุงมือ

ครีมทาผิวอีกตัวที่มาพร้อมกับการผสมสารกันแดด ให้เราได้บำรุงผิว และปกป้องผิวไปพร้อมกัน มีวิตามินซีสูงถึง 50 เท่า แหล่งรวมสารสกัดจากผลไม้นานาชนิด เช่น เซโรล่า เชอร์รี่ และคามู คามู บำรุงผิวได้ 8 ประการ ช่วยฟื้นผิวจากแสงแดดและธรรมชาติ สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ ลดรอยดำ เพิ่มความชุ่มชื้น และประโยชน์อีกมากมาย ราคา 225 บาท ขนาด 500 มล.

4. ORIENTAL PRINCESS BODY LOTION

ครีมบำรุงมือ

เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็ว ไม่เหนียว ไม่มัน แถมยังผสมความหอมที่อ่อนละมุม จนทำให้เกิดความผ่อนคลายได้ตลอดทั้งวัน

5. JERGENS ORIGINAL SCENT

ครีมบำรุงมือ

กลิ่มหอมบำบัดจากเชอร์รี่อัลมอนด์ ที่ถูกผสมเข้าไปทำให้ครีมบำรุงผิวตัวนี้ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยเรื่องผิวแห้งได้ทันที พร้อมสดชื่นตลอดทั้งวันไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไร ก็มีผิวที่เนียนนุ่มได้ตลอดเวลา

6. CITRA PEARLY WHITE UV EXTRA

ครีมบำรุงมือ

Citra ชื่อนี้การันตีคุณภาพในเรื่องของครีมบำรุงผิว ตัวนี้มาพร้อมการผสมสารจากบัวหิมะ ที่ช่วยให้ผิวดูมีออร่าเหมือนดารา ช่วยฟื้นฟูผิวที่หมองคล้ำ และป้องกันไม่เกิดปัญหาผิวเสียอย่างตรงจุดกับส่วนผสมของ UV Protection ป้องกันได้หมดทั้ง UVA และ UVB

7. CeraVe Daily Moisturizing Lotion

ครีมบำรุงมือ

โลชั่นบำรุงผิวกาย ตัวนี้เหมาะมากกับคนที่ผิวแห้งกร้าน รวมไปถึงผิวแพ้ง่าย ขาดความชุ่มชื้น ประกอบไปด้วย เซราไมด์ที่จำเป็นต่อผิว  3  ชนิด โดยสกัดจากพืชธรรมชาติ พร้อมผสานด้วยไฮยาลูรอนิกแอซิด ช่วยชดเชยความชุ่มชื้น และเสริมสร้างปราการปกป้องผิวให้ผิวแข็งแรงมากขึ้น

8. Garnier Light Complete Extra Whitening Repairing Milk Lotion

ครีมบำรุงมือ

โลชั่นที่ช่วยบำรุงผิวเพื่อผิวกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ ช่วยลดเลือนจุดด่างดำและขจัดความหมองคล้ำบนผิวกายด้วยสารสกัดบริสุทธิ์จากมะนาว พร้อมกรองรังสียูวีเอและยูวีบี ให้คุณอวดผิวสวยอย่างมั่นใจ เป็นครีมทาผิวที่กลิ่นจะออกไปทางเลม่อนหอมอ่อนๆ ไม่ฉุน เนื้อซึมไว ใช้เป็นกันแดดทาในช่วงเช้าของวันได้ด้วย

9. BHAESAJ Extra Whitening Lotion

ครีมบำรุงมือ

ครีมทาผิวจากเภสัช อีกหนึ่งโลชั่นในตำนาน อุดมไปด้วยส่วนผสมเพื่อบำรุงผิวให้กระจ่างใสแบบจัดเต็ม แต่ตัวที่โดดเด่นที่สุดของสูตรนี้คงไม่พ้นอัลฟ่าอาร์บูตินที่มีส่วนช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ช่วยเคลียร์ปัญหาจุดด่างดำและผิวหมองคล้ำ ทำให้ผิวแลดูสดใสสุขภาพดี และยังมีผสมสารกันแดดมาให้ในตัว

10 Clarins Renew-Plus Body Serum

ครีมบำรุงมือ

โลชั่นบำรุงผิวเนื้อเซรั่ม จากแบรนด์ Clarins ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีส่วนผสมจากสารสกัดของพืชพรรณธรรมชาติ อ่อนโยนต่อผิว มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าเผยผิวใหม่ ลดเลือนจุดด่างดำ กระ บำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื่น ผิวขาวกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ 

หมดห่วงเรื่องแดดเมืองไทย เพียงแค่ทา ครีมบำรุงผิวกาย แล้วสบายใจก็กล้าโชว์ความขาวใสของผิว ให้หลายคนต้องตกหลุมกับเสน่ห์ของผิวคุณที่ส่องสว่าง ขาวเนียน แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าจะมีอะไรดีๆ มาแนะนำกันอีก อย่าลืมมาติดตามกันนะ


อ้างอิง

https://www.wongnai.com/highlight-products/whitening-cream-aura

https://www.ellethailand.com/hand-care-tips-hand-wash-covid-19-hand-cream/